X Money เริ่มเปิดใช้งานจริงในสหรัฐฯ พร้อมบัตรเดบิตและผลตอบแทน 6% APY
แอปพลิเคชันการเงิน X Money เริ่มทยอยเปิดให้บริการแก่สมาชิกแบบชำระเงินในสหรัฐอเมริกาแล้ววันนี้ พร้อมสิทธิประโยชน์ทั้งบัตรเดบิต Visa โอนเงินฟรีไม่มีค่าธรรมเนียม และดอกเบี้ยสูงสุด 6% APY

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- X Money เริ่มเปิดให้บริการแก่สมาชิก X Premium และ Premium+ ในสหรัฐอเมริกาแล้ววันนี้
- ผู้ใช้งานจะได้รับบัตรเดบิต X Visa ทั้งแบบดิจิทัลสำหรับเพิ่มลงใน Apple Pay และแบบพลาสติก
- สมาชิกสามารถรับผลตอบแทนสูงสุด 6% APY พร้อมเงินคืนจากการซื้อสินค้าสูงสุด 3%
- การเปิดตัวครั้งนี้สานต่อความตั้งใจดั้งเดิมของ Elon Musk ตั้งแต่ยุคก่อตั้ง X.com ในปี 1999
แพลตฟอร์ม X เริ่มต้นปล่อยแอปพลิเคชันบริการทางการเงินที่มีชื่อว่า X Money ออกมาให้ผู้ใช้งานที่เป็นสมาชิกแบบเสียค่าบริการในสหรัฐอเมริกาได้สัมผัสกันแล้ว โดยการเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนโฉมแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียให้กลายเป็นแอปสารพัดประโยชน์ตามวิสัยทัศน์ที่วางไว้
สำหรับผู้ใช้งานที่สมัครใช้บริการจะได้รับบัตรเดบิต X Visa ซึ่งสามารถนำไปผูกกับ Apple Pay ได้ทันที เพื่อใช้ในการโอนเงินแบบ peer-to-peer ภายในแอปพลิเคชันได้ทันทีโดยไม่มีค่าธรรมเนียมหรือข้อจำกัด นอกจากนี้ทาง X Money ยังระบุด้วยว่าผู้ใช้งานจะได้รับบัตรเดบิตแบบพลาสติก ซึ่งไม่มีค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมต่างประเทศและสามารถกดเงินสดจากตู้ ATM ทั่วโลกได้ฟรี
ในด้านสิทธิประโยชน์ทางการเงิน สมาชิก X Premium+ ที่จ่ายค่าบริการ 40 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือ 395 ดอลลาร์ต่อปี จะมีสิทธิ์ได้รับอัตราผลตอบแทน 6% APY ทันที ในขณะที่สมาชิก Premium ทั่วไปที่จ่าย 8 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือ 84 ดอลลาร์ต่อปี จะสามารถเข้าถึงอัตราผลตอบแทน 6% นี้ได้เช่นกัน หากทำการเชื่อมต่อระบบฝากเงินโดยตรง (Direct Deposit) เข้ากับบัญชี X Money นอกจากนี้ผู้ใช้ยังจะได้รับเงินคืนสูงสุด 3% จากการซื้อสินค้าบางรายการ และสามารถเบิกถอนเงินล่วงหน้าได้ก่อนกำหนดไม่กี่วันหากใช้ระบบ Direct Deposit

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
การเปิดตัว X Money ถือเป็นส่วนสำคัญในการผลักดัน X ให้ก้าวสู่การเป็น Super App หรือแอปสารพัดประโยชน์ที่รวมบริการโซเชียลมีเดียและการทำธุรกรรมทางการเงินไว้ในที่เดียว ซึ่งแนวคิดนี้มีความคล้ายคลึงกับแพลตฟอร์ม Super App ในเอเชียอย่าง WeChat หรือ Grab แต่ความท้าทายสำคัญในตลาดสหรัฐฯ คือการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของข้อมูลทางการเงินท่ามกลางผู้ใช้งานวงกว้าง
การปล่อยแอปพลิเคชันการเงินตัวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความฝันตลอดหลายทศวรรษของ Elon Musk โดยย้อนกลับไปในปี 1999 เขาเคยร่วมก่อตั้งบริษัทบริการทางการเงินในชื่อ X.com ซึ่งต่อมาได้ควบรวมกิจการกลายเป็น PayPal และหลังจากที่เขากลับมาซื้อกิจการ Twitter ในปี 2022 เขาก็ได้เปลี่ยนชื่อแพลตฟอร์มเป็น X พร้อมทั้งซื้อโดเมน X.com กลับคืนมาอีกครั้ง
ที่มา: TechCrunch
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น