โรคไข้เห็บสุนัข SFTS: ไทยพบป่วยสะสม 53 ราย เสียชีวิต 5 คน
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ เผยไทยพบผู้ป่วยโรคไข้เห็บสุนัข SFTS สะสม 53 ราย เสียชีวิต 5 คน ข้อมูล ณ ก.ย. 2569 อันตรายถึงขั้นอวัยวะล้มเหลว

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- โรค SFTS หรือไข้เห็บสุนัขเกิดจากเชื้อไวรัสแพร่ผ่านการถูกเห็บกัด
- ไทยพบผู้ป่วยสะสม 53 ราย และเสียชีวิต 5 ราย ข้อมูลถึง ก.ย. 2569
- อาการเด่นคือไข้สูง อ่อนเพลียรุนแรง และเกล็ดเลือดต่ำเสี่ยงเสียชีวิต
- ป้องกันได้ด้วยการดูแลสัตว์เลี้ยงและสวมเสื้อผ้าให้มิดชิดเมื่อเข้าป่า
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขและแมว รวมถึงผู้ที่นิยมท่องเที่ยวธรรมชาติ การทำความเข้าใจและระมัดระวังภัยจากโรคติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดกลุ่มอาการไข้สูงและเกล็ดเลือดต่ำ หรือที่รู้จักกันในชื่อ SFTS และเรียกง่ายๆ ว่าโรคไข้เห็บสุนัข ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยปกป้องสุขภาพของตนเองและคนรอบข้างจากอันตรายที่คาดไม่ถึง
เชื้อไวรัสดังกล่าวมีพาหะนำโรคหลักคือเห็บ ซึ่งสามารถเกาะดูดเลือดสัตว์ได้หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นสุนัข แมว โค กระบือ ตลอดจนสัตว์ป่า และเมื่อเห็บเหล่านี้มากัดมนุษย์ ก็จะส่งเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย นอกจากนี้ยังพบความเสี่ยงในการติดต่อจากคนสู่คนได้อีกด้วยผ่านทางการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งจากผู้ป่วยที่ติดเชื้อ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยสถานการณ์ล่าสุด ณ เดือนกันยายน 2569 ว่า โรคนี้ถูกตรวจพบในประเทศไทยแล้ว โดยมีรายงานผู้ป่วยสะสมจำนวน 53 ราย และมีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 5 ราย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภัยใกล้ตัวนี้มีความรุนแรงมากกว่าที่หลายคนคาดคิด
"โรคนี้พบได้ในประเทศไทย โดยมีรายงานผู้ป่วยสะสมแล้ว 53 ราย และเสียชีวิต 5 ราย"
หากผู้ใดถูกเห็บกัดและเริ่มแสดงอาการผิดปกติภายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ ควรีบสังเกตอาการเตือนและไปพบแพทย์ทันที โดยอาการสำคัญประกอบด้วย:
- มีไข้สูงเฉียบพลันและอ่อนเพลียรุนแรง
- ปวดกล้ามเนื้อ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสีย
- มีจุดเลือดออกตามผิวหนังหรือเลือดกำเดาไหลจากภาวะเกล็ดเลือดต่ำ
- ต่อมน้ำเหลืองโต ซึ่งในรายรุนแรงอาจทำให้อวัยวะล้มเหลวและเสียชีวิตได้
โรคไข้เห็บสุนัข (SFTS: Severe Fever with Thrombocytopenia Syndrome) ถือเป็นโรคอุบัติใหม่ที่วงการแพทย์ให้ความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูงและอาการลุกลามรวดเร็วจากภาวะเกล็ดเลือดต่ำ การทำความเข้าใจว่าโรคนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสัตว์เลี้ยง แต่สามารถติดต่อผ่านสารคัดหลั่งระหว่างมนุษย์ได้ด้วย ทำให้บุคลากรทางการแพทย์และประชาชนต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษในการดูแลผู้ป่วยและการป้องกันตนเอง
แนวทางการป้องกันที่ดีที่สุดตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข คือการตัดวงจรการแพร่ระบาดตั้งแต่ต้นทาง:
- ป้องกันสัตว์เลี้ยงด้วยการใช้ยาหยด ยาเม็ด หรือปลอกคอกำจัดเห็บหมัดอย่างสม่ำเสมอ
- สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว รองเท้าหุ้มส้น และทายาป้องกันแมลงเมื่อต้องไปในพื้นที่ป่าหรือหญ้ารกชื้น
- ห้ามใช้มือเปล่าบี้เห็บเด็ดขาดเพราะเชื้อโรคอาจเข้าสู่แผลบนมือ
- หากถูกกัดให้ใช้แหนบปลายแหลมคีบส่วนหัวให้ชิดผิวหนังที่สุดแล้วดึงขึ้นตรงๆ ช้าๆ ก่อนล้างแผลด้วยน้ำสบู่และแอลกอฮอล์
ที่มา: Thairath Lifestyle
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น