Evermore Orlando Resort ชูแนวคิด Relational Wellness
Evermore Orlando Resort ร่วมมือกับนักสังคมศาสตร์ Kasley Killam พัฒนากลยุทธ์ Relational Wellness แก้ปัญหาความเหงาและสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness travel) กำลังเติบโตสวนทางกับปัญหาความเหงาในระดับโลก
- Evermore Orlando Resort จับมือกับ Kasley Killam ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมศาสตร์เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระดับบุคคล
- ผลสำรวจชี้ว่า 36% ของนักท่องเที่ยววางแผนใช้จ่ายกับกิจกรรมสุขภาพในปี 2026
- องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า 1 ใน 6 ของประชากรโลกกำลังเผชิญกับภาวะความเหงา
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกำลังก้าวไปสู่มิติใหม่ เมื่อประเด็นเรื่องความเหงาและความโดดเดี่ยวกลายเป็นวิกฤตสุขภาพระดับโลก โดยรายงานจาก Skift Research เผยว่านักท่องเที่ยวถึง 36% มีแผนที่จะใช้จ่ายไปกับกิจกรรมด้านสุขภาพและการพักผ่อนระหว่างการเดินทางภายในปี 2026 ขณะที่ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินว่าประชากร 1 ใน 6 คนทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาความเหงา ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ผลักดันให้ภาคการท่องเที่ยวต้องทบทวนใหม่ว่า การดูแลสุขภาพควรช่วยให้ผู้คนบรรลุเป้าหมายด้านใดบ้าง
ในอดีตที่ผ่านมา การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมักจะมุ่งเน้นไปที่ความสมบูรณ์ส่วนบุคคลและการฟื้นฟูร่างกายเป็นหลัก เช่น การทำสปา การออกกำลังกาย การนอนหลับ โภชนาการ และการมีอายุยืนยาว แต่ในยุคที่ผู้คนเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงทางสังคมมากขึ้น ภาคธุรกิจการท่องเที่ยวจึงมีโอกาสครั้งสำคัญในการส่งเสริมให้การเดินทางสามารถกระชับความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นได้ด้วย
แนวคิดดังกล่าวได้กลายมาเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ Relational Wellness ฉบับใหม่จาก Evermore Orlando Resort ซึ่งได้ร่วมมือกับ Kasley Killam นักสังคมศาสตร์และผู้เขียนหนังสือ “The Art and Science of Connection” เพื่อนำหลักการด้านสุขภาพทางสังคมมาประยุกต์ใช้กับประสบการณ์ของผู้เข้าพัก วัฒนธรรมของพนักงาน การจัดกิจกรรม และการวัดผลความสำเร็จ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
การนำมิติทางสังคมศาสตร์มาผสานเข้ากับธุรกิจโรงแรมถือเป็นหมุดหมายที่น่าสนใจ เพราะโดยทั่วไปอุตสาหกรรมการบริการมักเน้นสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนบุคคล การที่รีสอร์ทขนาดใหญ่อย่าง Evermore พยายามวัดผลสัมฤทธิ์ด้านความสัมพันธ์เชิงมนุษย์ (relational wellness) จึงอาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ให้โรงแรมในเมืองหรือรีสอร์ทขนาดเล็กต้องหันมาปรับตัว เพื่อตอบโจทย์กลุ่มนักท่องเที่ยวที่ต้องการใช้เวลาร่วมกับครอบครัวและเพื่อนฝูงอย่างมีคุณภาพท่ามกลางยุคดิจิทัล
Elizabeth Mullins ประธานฝ่ายการบริการของ Evermore และ Kasley Killam ได้ร่วมพูดคุยในรายการพอดแคสต์ Good Morning Hospitality ของ Skift ถึงทิศทางและแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าว โดยระบุว่าในขณะที่ผู้คนเชื่อมต่อกับปัญญาประดิษฐ์และอุปกรณ์เทคโนโลยีมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขากลับมีความเชื่อมโยงระหว่างกันน้อยลง การเดินทางจึงเป็นช่วงเวลาพิเศษที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้ใช้เวลาร่วมกับคนที่รักอย่างแท้จริง โดยเฉพาะเมื่อมีเทรนด์การเดินทางเป็นกลุ่มครอบครัวหลายรุ่น (multigenerational families) เพิ่มสูงขึ้น
"Decades of research show that human connection is as important as exercise and nutrition. People with strong relationships are happier, but also have better mental health, physical health, and longevity."
Kasley Killam
Killam ยังได้อ้างอิงถึงสถิติที่น่าตกใจว่า 72% ของชาวอเมริกันใช้เวลาร่วมกับคนที่ตนห่วงใยแบบเจอตัวจริงไม่เกินสองครั้งต่อเดือน และอีกจำนวนมากทำเช่นนั้นเพียงแค่ครั้งเดียวหรือไม่เคยเลย ซึ่งสะท้อนว่าผู้คนโหยหาประสบการณ์แบบพบหน้ากันและต้องการลดเวลาการใช้งานโทรศัพท์มือถือลง การออกแบบพื้นที่ของ Evermore จึงถูกรังสรรค์ขึ้นเพื่อรองรับสิ่งนี้โดยเฉพาะ เช่น บ้านพักขนาดใหญ่ตั้งแต่ 4 ถึง 11 ห้องนอนที่รองรับผู้เข้าพักได้สูงสุดถึง 32 คน รวมถึงพื้นที่ศูนย์กลางอย่างบึงน้ำขนาดใหญ่ สไลเดอร์ที่ออกแบบให้เล่นได้ครั้งละ 4 คน เพื่อสร้างความทรงจำร่วมกัน
ที่มา: Skift
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น