ข้ามไปเนื้อหาหลัก

แพทย์ระบุรายงานคดี ลูซี เลตบี อ่านแล้วสะเทือนใจ

นพ.จอห์น กิบบ์ส อดีตแพทย์เด็กโรงพยาบาล Countess of Chester เผยรายงานสอบสวนคดีฆาตกรรมทารก 822 หน้าสะเทือนใจมาก พร้อมยอมรับความบกพร่องของทีมแพทย์

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
16 Sep 2026ที่มา: BBC Health3 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
แพทย์ระบุรายงานคดี ลูซี เลตบี อ่านแล้วสะเทือนใจ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • นพ.จอห์น กิบบ์ส เผยรายงานไต่สวนคดี ลูซี เลตบี ความยาว 822 หน้า อ่านแล้วสะเทือนใจและเจ็บปวด
  • ยอมรับความรับผิดชอบร่วมของทีมแพทย์ที่ไม่ได้แจ้งตำรวจให้เร็วกว่านี้ในช่วงปี 2015-2016
  • ชี้ผู้บริหารโรงพยาบาลพยายามปกป้องและยืนยันว่าเลตบีไม่ได้กระทำความผิด
  • ระบุทฤษฎีสมคบคิดออนไลน์หลังคำพิพากษาสร้างความยากลำบากใจให้แก่ทีมแพทย์

ดร.จอห์น กิบบ์ส อดีตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ที่โรงพยาบาล Countess of Chester ตลอดช่วงปี 2015 ถึง 2016 ที่เกิดเหตุการณ์พยาบาล ลูซี เลตบี ลงมือฆาตกรรมทารกแรกเกิด 7 ราย และพยายามฆาตกรรมอีก 7 รายในแผนกทารกวิกฤต ได้ออกมาเปิดเผยความรู้สึกต่อสำนักข่าว BBC ว่า รายงานผลการสอบสวนฉบับสมบูรณ์นั้นอ่านแล้วชวนหดหู่และสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง

รายงานชิ้นดังกล่าวมีความหนาถึง 822 หน้า ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา หลังจากการไต่สวนภายใต้ชื่อ Thirlwall Inquiry ที่จัดตั้งขึ้นตามคำตัดสินลงโทษพยาบาลสาวในปี 2023 โดยผู้พิพากษา เลดี้ ทริลแอล ได้ระบุข้อสรุปที่ชัดเจนถึงความล้มเหลวครั้งใหญ่ในการปกป้องทารกภายในแผนกทารกแรกเกิดของโรงพยาบาลแห่งนี้

นพ.กิบบ์ส ซึ่งเริ่มทำงานที่เชสเตอร์ตั้งแต่ปี 1994 และปัจจุบันเกษียณอายุแล้ว ยอมรับว่าตัวเขาเองและทีมแพทย์ต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อความล้มเหลวบางประการที่ระบุไว้ในรายงานฉบับนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้

UK hospital neonatology department corridor

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

822หน้าของรายงานสอบสวน
14ทารกตกเป็นเหยื่อ (เสียชีวิต 7)

"ผมหวังว่าพวกเราในฐานะแพทย์จะมีความกล้าหาญมากพอที่จะทำตามความสงสัยของตัวเอง และรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้ามาตรวจสอบเร็วกว่านี้" ดร.กิบบ์ส กล่าวกับ BBC พร้อมเสริมว่าเมื่อย้อนนึกถึงเหตุการณ์ที่ตนเองได้ไปให้การต่อคณะกรรมการไต่สวน เขารู้สึกว่าทีมแพทย์ได้ทำให้เด็กๆ ต้องผิดหวัง และกล่าวคำขอโทษต่อครอบครัวผู้สูญเสียอย่างสุดซึ้ง

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

"ผมหวังว่าพวกเราแพทย์จะมีความกล้าหาญมากพอที่จะทำตามความสงสัยและแจ้งตำรวจให้เร็วกว่านี้"

ดร.จอห์น กิบบ์ส

นอกจากนี้ อดีตแพทย์เด็กยังเห็นพ้องกับข้อค้นพบของรายงานที่ระบุว่า ฝ่ายบริหารของโรงพยาบาลมีโอกาสหลายต่อหลายครั้งที่จะยื่นมือเข้าแทรกแซงและอาจช่วยชีวิตเด็กทารกไว้ได้ทันท่วงทีในระหว่างที่เหตุการณ์กำลังดำเนินอยู่ แต่บรรยากาศในช่วง 11 เดือนหลังจากที่ ลูซี เลตบี ถูกย้ายออกจากแผนกก่อนที่ตำรวจจะเข้ามาสอบสวนนั้น เต็มไปด้วยความตึงเครียดและกดดันจากฝ่ายบริหารที่ต้องการให้ทีมแพทย์ยอมรับว่าเลตบีถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม

บทวิเคราะห์และบริบทเพิ่มเติม: คดีของ ลูซี เลตบี ถือเป็นหนึ่งในคดีฆาตกรรมต่อเนื่องในสถานพยาบาลที่สะเทือนขวัญที่สุดในประวัติศาสตร์สหราชอาณาจักร การที่รายงานความยาว 822 หน้าชี้เป้าความผิดพลาดทั้งในส่วนของผู้บริหารโรงพยาบาลที่ไม่ยอมรับฟังคำเตือนของแพทย์ และความล่าช้าในการประสานงานกับตำรวจ สะท้อนให้เห็นถึงระบบตรวจสอบภายในของสถานพยาบาลรัฐที่มักเลือกปกป้องชื่อเสียงขององค์กรมากกว่าความปลอดภัยของผู้ป่วย ซึ่งประเด็นนี้กำลังนำไปสู่การปฏิรูประบบความปลอดภัยครั้งใหญ่ รวมถึงข้อเสนอการติดตั้งกล้องวงจรปิดในห้องพักทารกเพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย

ในประเด็นความผิดพลาดของทีมแพทย์เอง นพ.กิบบ์ส ได้กล่าวถึงกรณีที่มีแพทย์ในทีมมองข้ามผลตรวจเลือดที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าทารกรายหนึ่งได้รับอินซูลินเกินขนาดจนเป็นพิษในเดือนสิงหาคม 2015 แม้ว่าแพทย์เจ้าของไข้จะพลาดความสำคัญของผลตรวจดังกล่าวจากห้องปฏิบัติการ แต่เขาก็เน้นย้ำว่าเป็นความบกพร่องร่วมกันของทีมเนื่องจากยังมีแพทย์เวรรายอื่นที่ดูแลแผนกในช่วงสัปดาห์ถัดมาที่มีโอกาสได้ตรวจสอบบันทึกทางการแพทย์เช่นกัน

ปัจจุบัน ลูซี เลตบี กำลังรับโทษจำคุกตลอดชีวิตรวม 15กระทงโดยไม่มีสิทธิ์ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว และถูกปฏิเสธคำร้องขออุทธรณ์ไปแล้วสองครั้ง ขณะที่คณะกรรมการทบทวนคดีอาญา (CCRC) กำลังตรวจสอบคำพิพากษาของเธออีกครั้ง ท่ากระแสวิพากษ์วิจารณ์และทฤษฎีสมคบคิดจากกลุ่มนักวิชาการและสถิติภายนอก ซึ่ง นพ.กิบบ์ส ยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้สร้างความเหนื่อยล้าทางจิตใจและทำให้การรับฟังข้ออ้างว่าเธอเป็นผู้บริสุทธิ์เป็นเรื่องที่ยากจะทำใจยอมรับได้

ที่มา: BBC Health

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้