อภิสิทธิ์ ชำแหละรายงาน กกต. คาใจปมพยานกลับคำให้การ
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อภิปรายในสภาฯ 16 ก.ย. 2569 ชำแหละรายงาน กกต. ปี 67-68 กังขาปมกลับคำให้การของพยานและตัดตอนเส้นเงิน เตือนมติเสียงข้างมากเสี่ยงล้มล้างการปกครอง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อภิปรายรายงาน กกต. ปี 2567-2568 เมื่อ 16 ก.ย. 2569
- กังขาประเด็นพยานกลับคำให้การและการตัดตอนเส้นทางการเงินสำคัญ
- ชี้ กกต. มีอำนาจกึ่งตุลาการและบริหาร แต่ผลงานสวนทางความเชื่อมั่นประชาชน
- เตือนมติเสียงข้างมากขององค์กรอาจเสี่ยงนำไปสู่การล้มล้างการปกครอง
เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 16 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมี นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม วาระสำคัญคือการรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และ พ.ศ. 2568 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ขึ้นอภิปรายแสดงความคิดเห็นอย่างดุเดือดต่อการทำงานขององค์กรอิสระแห่งนี้
นายอภิสิทธิ์ เริ่มต้นการอภิปรายด้วยการเปรียบเปรยถึงเรื่องช้าง เพื่อต้องการสะท้อนให้เห็นว่าในหลายครั้ง สังคมมักจะพิจารณารายละเอียดปลีกย่อยในเรื่องต่างๆ จนหลงลืมภาพใหญ่ที่สำคัญกว่า โดยระบุว่านับตั้งแต่การออกแบบ กกต. ขึ้นมาตามรัฐธรรมนูญปี 2540 องค์กรนี้ถูกมอบอำนาจไว้อย่างกว้างขวางและเบ็ดเสร็จ ครอบคลุมทั้งอำนาจนิติบัญญัติในการออกระเบียบ อำนาจบริหารในการจัดการเลือกตั้ง รวมถึงอำนาจกึ่งตุลาการในการพิจารณาลงโทษผู้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง แม้ในขั้นตอนการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอำนาจจะเด็ดขาด แต่หลังจากนั้นยังสามารถส่งต่อให้ศาลพิจารณาต่อได้

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
หัวใจสำคัญของการอภิปราย นายอภิสิทธิ์ ได้ตั้งคำถามท้าทายไปยังประชาชนทั่วประเทศว่ามีความเชื่อมั่นหรือไม่ว่าการเลือกตั้ง สส. และ สว. ที่ผ่านมามีความสุจริตเที่ยงธรรมจริง พร้อมทั้งเจาะลึกถึงปัญหาในรายงานของ กกต. ที่มีตัวชี้วัดรูปแบบต่างๆ แต่กลับมีจุดบกพร่องสำคัญในคดีความและการตรวจสอบ โดยเฉพาะข้อกังขาในประเด็นการกลับคำให้การของพยานปากสำคัญ รวมถึงการตัดตอนเส้นทางการเงินที่เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในกระบวนการสืบสวนสอบสวน ซึ่งทำให้สังคมตั้งคำถามถึงความโปร่งใส
บริบทเพิ่มเติม: การอภิปรายรายงานประจำปีขององค์กรอิสระเช่น กกต. ในสภาผู้แทนราษฎร ถือเป็นกลไกตรวจสอบทางการเมืองที่เปิดโอกาสให้ สส. สะท้อนปัญหาการทำงานและความโปร่งใส แม้รายงานดังกล่าวจะมีสถานะเพียง "รับทราบ" และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายให้ต้องปฏิบัติตามทันที แต่เสียงวิจารณ์จากนักการเมืองระดับนำอย่างอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มักสร้างแรงกดดันทางสังคมและกระตุ้นให้องค์กรอิสระต้องออกมาชี้แจงต่อข้อกังขาเรื่องเส้นทางการเงินและพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย
นอกจากนี้ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังได้กล่าวเตือนอย่างจริงจังถึงกรณีการใช้มติเสียงข้างมากของคณะกรรมการการเลือกตั้งในบางประเด็นสำคัญว่า อาจมีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่การล้มล้างการปกครองได้ หากการวินิจฉัยหรือการตัดสินใจนั้นขาดความชอบธรรมและไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายหลัก
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น