แมนเชสเตอร์ดาร์บี้: VAR พลาดมหันต์ให้ประตูเออร์ลิง ฮาลันด์
ความผิดพลาดครั้งใหญ่จาก VAR ในศึกแมนเชสเตอร์ดาร์บี้ เมื่อแมตช์ที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-0 เกิดจากการเร่งรีบตรวจเช็กจนมองข้ามตำแหน่งล้ำหน้า

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- แมตช์แมนเชสเตอร์ดาร์บี้เกิดข้อผิดพลาดจาก VAR ครั้งใหญ่เมื่อแมตช์แมนฯ ซิตี้ ชนะแมนฯ ยูไนเต็ด 1-0
- แมตช์นี้ VAR แมตต์ ดอนโฮยู เร่งรีบตรวจเช็กจนพลาดไม่เห็นว่าเอ็นโซ เฟร์นันเดซ ล้ำหน้าถึง 3 หลา
- พรีเมียร์ลีกพยายามเน้นความเร็วในการตัดสินใจเพื่อลดเวลาหยุดเกมลงจากเฉลี่ย 46 เหลือ 36 วินาที
- ฮาวเวิร์ด เวบบ์ หัวหน้าผู้ตัดสินยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะสร้างสมดุลระหว่างความเร็วและความแม่นยำ
เสียงตะโกนเร่งรีบว่า "เร็วเข้าๆๆๆ ไปๆๆๆ" ของแมตช์วิดีโอแอสซิสแตนต์เรฟเฟอรี หรือ VAR อย่างแมตต์ ดอนโฮยู ระหว่างการพิจารณาให้ประตูชัยของเออร์ลิง ฮาลันด์ ในศึกแมนเชสเตอร์ดาร์บี้ สะท้อนถึงบรรยากาศที่กดดันและเร่งรีบจนเกินไป แม้ว่าเจตนาของเขาคือการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด แต่กลับกลายเป็นหนึ่งในความผิดพลาดทางเทคโนโลยี VAR ที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อดอนโฮยูและผู้ช่วย VAR อย่างเบลค แอนโทรบุส พลาดอย่างไม่น่าเชื่อในการสังเกตว่าเอ็นโซ เฟร์นันเดซ อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าไปถึง 3 หลา ก่อนที่เขาจะพยายามโหม่งบอล ส่งผลให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นฝ่ายเฉือนชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปด้วยสกอร์ 1-0 ในท้ายที่สุด และจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความสมดุลระหว่างความเร็วและความแม่นยำในการตัดสินอีกครั้ง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
การทำงานของทีมห้อง VAR ถูกกดดันมาโดยตลอดจากเสียงสะท้อนของแฟนบอล ผู้จัดการทีม และสื่อมวลชนที่ต้องการให้การตัดสินรวดเร็วยิ่งขึ้น ผลสำรวจผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพรีเมียร์ลีกระบุชัดเจนว่า ความเร็วในการตัดสินใจคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ทุกฝ่ายต้องการให้ปรับปรุง แรงกดดันเหล่านี้ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องรีบเร่ง แต่ก็ไม่ใช่ข้อแก้ตัวสำหรับความผิดพลาดระดับมหันต์เช่นนี้
"การตัดสินใจภายใน 10 หรือ 20 วินาทีไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพวกเขาเลย"
เอ็นโซ มาเรสกา ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ออกมาแสดงความเข้าใจต่อความยากลำบากของเจ้าหน้าที่ แม้ว่าทีมของเขาจะเป็นฝ่ายได้ประโยชน์จากความผิดพลาดในแมตช์นี้ก็ตาม ด้านฮาวเวิร์ด เวบบ์ หัวหน้าคณะกรรมการผู้ตัดสิน พยายามปรับปรุงให้การตรวจเช็กรวดเร็วขึ้น ซึ่งในแง่สถิติถือว่าประสบผลสำเร็จโดยเวลาการตรวจสอบรวมถึงการประกาศในสนามลดลงจาก 46 วินาที เหลือเพียง 36 วินาทีต่อเกม
ในเชิงวิเคราะห์ การเร่งรัดกระบวนการตัดสินใจของ VAR มักนำมาสู่ความเสี่ยงในการข้ามขั้นตอนสำคัญ เช่น กรณีของดอนโฮยูที่สั่งให้หยุดภาพในจังหวะที่ยอสโก กวาร์ดิโอล เปิดบอลเข้าเขตโทษทันทีโดยไม่ได้ประเมินภาพรวมตั้งแต่ต้นทาง ทำให้พลาดการตรวจสอบตำแหน่งของเฟร์นันเดซตั้งแต่อยู่ในเฟสการเล่นก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นว่าการเน้นความเร็วมากเกินไปอาจทำลายความถูกต้องแม่นยำซึ่งเป็นหัวใจหลักของระบบ VAR
ความผิดพลาดดังกล่าวยังนำไปสู่คำถามถึงบทบาทของผู้ช่วย VAR อย่างเบลค แอนโทรบุส ซึ่งมีหน้าที่คอยตรวจสอบถ่วงดุลและเตือนสติ VAR หลักแต่กลับบกพร่องในหน้าที่ รวมถึงประเด็นเรื่องการฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญด้าน VAR โดยเฉพาะ ซึ่งดอนโฮยูเองก็เป็นหนึ่งในผู้ตัดสินที่ผ่านหลักสูตรเข้มข้นและทำหน้าที่ในพรีเมียร์ลีกมาแล้วถึง 65 นัด พร้อมทั้งติดโผผู้ตัดสินนานาชาติของยูฟ่า แสดงให้เห็นว่าแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ยังพลาดได้เมื่อระบบเผชิญกับความกดดันมหาศาล
ที่มา: BBC Sport
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น