ภูเก็ต 2026: สส.ปชน.แฉชุดดำตั้งด่านรีดเงิน 1.5 หมื่น
นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน แฉข้อมูลร้องเรียนเจ้าหน้าที่ชุดดำ อส.ถลาง ตั้งด่านตรวจยาเสพติดเรียกรับเงินสด 6,000-15,000 บาทแลกปล่อยตัว

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน แฉเรื่องร้องเรียนผ่านเพจเฟซบุ๊ก
- ระบุเจ้าหน้าที่ชุดดำหรือ อส.ถลาง ตั้งด่านตรวจยาเสพติดเรียกรับเงินสด
- มีการเรียกเงิน 6,000 ถึง 15,000 บาทจากผู้ถูกควบคุมตัวเพื่อแลกกับการปล่อยตัว
- เหตุเกิดบริเวณใกล้ร้านสะดวกซื้อย่านบางโจและนำตัวไปที่อาคารหลังที่ว่าการอำเภอถลาง
เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต เขต 2 พรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลผ่านทางเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังจากได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ เกี่ยวกับพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐชุดหนึ่งในการปฏิบัติหน้าที่ตั้งด่านตรวจค้น
ตามข้อมูลที่มีการเผยแพร่ออกมา ระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต โดยมีจุดเริ่มต้นจากการตั้งด่านตรวจค้นและตรวจหาสารเสพติดบริเวณใกล้กับร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งในย่านบางโจ ซึ่งกลุ่มผู้ถูกร้องเรียนถูกเรียกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ชุดดำ หรือสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนอำเภอถลาง
ผู้ร้องเรียนระบุเพิ่มเติมว่า หลังจากที่บุคคลถูกควบคุมตัวจากจุดตรวจดังกล่าวแล้ว จะถูกนำตัวเข้าไปข้างในอาคารหลังหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านหลังของที่ว่าการอำเภอถลาง ก่อนจะมีการเจรจาเรียกรับเงินสดในจำนวนระหว่าง 6,000 ถึง 15,000 บาท เพื่อแลกกับการปล่อยตัวผู้ถูกควบคุมตัวโดยไม่มีการดำเนินคดีตามกฎหมาย
"เรื่องร้องเรียนถูกส่งมายังเพจ ป้าข้างบ้าน in Phuket ก่อนมีการนำข้อมูลมาเผยแพร่ต่อ โดยอ้างว่า เหตุเกิดบริเวณใกล้ร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง ในพื้นที่บางโจ อ.ถลาง"
นายเฉลิมพงศ์ แสงดี
ข้อมูลชุดนี้ถูกส่งต่อมายังเพจเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า "ป้าข้างบ้าน in Phuket" ก่อนที่ทาง สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน จะนำเอาเรื่องราวดังกล่าวมาตีแผ่ต่อในพื้นที่สาธารณะ เพื่อกระตุ้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดโดยด่วน
กรณีการตั้งด่านแล้วเรียกรับเงินใต้โต๊ะในลักษณะนี้ สะท้อนให้เห็นปัญหาการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐระดับปฏิบัติการ ซึ่งมักเกิดขึ้นตามหัวเมืองท่องเที่ยวหรือพื้นที่ห่างไกล การที่ผู้แทนราษฎรออกมาเปิดเผยข้อมูลผ่านช่องทางสาธารณะถือเป็นกลไกสำคัญในการกดดันให้เกิดการตรวจสอบโปร่งใสจากหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ซ้ำรอยอีกในอนาคต

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ในตอนท้าย นายเฉลิมพงศ์ได้จี้ให้หน่วยงานผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เร่งลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงตามข้อร้องเรียนดังกล่าวอย่างโปร่งใส เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนและจัดการกับเจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิดตามกฎหมายต่อไป
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น