Noise สตาร์ตอัพแพลตฟอร์มปั้นคนธรรมดาเป็นครีเอเตอร์รับเงิน ระดมทุน 5.5 ล้านดอลลาร์
Noise แพลตฟอร์มเชื่อมแบรนด์กับครีเอเตอร์คนธรรมดา ประกาศระดมทุนรอบ Seed 5.5 ล้านดอลลาร์ นำโดย Capital Midwest, M25 และ Grishin Robotics

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Noise ระดมทุนรอบ Seed เพิ่ม 5.5 ล้านดอลลาร์ นำโดย Capital Midwest, M25 และ Grishin Robotics
- แพลตฟอร์มช่วยให้คนทั่วไปไม่จำกัดจำนวนผู้ติดตามสามารถสร้างคอนเทนต์รับเงินสดตามยอดวิวได้
- ก่อตั้งในปี 2025 โดย Diego Kafie, Stu Feldt และ Nic Weber จากประสบการณ์ทำแอปเกม Playbite
- ยอดระดมทุนรวมทั้งหมดของบริษัทตอนนี้อยู่ที่ 7.2 ล้านดอลลาร์ พร้อมเปิดตัวโปรแกรม Organic-to-Ads
Noise แพลตฟอร์มการตลาดที่มุ่งเชื่อมโยงแบรนด์สินค้าเข้ากับครีเอเตอร์คอนเทนต์ ประกาศความสำเร็จในการระดมทุนรอบ Seed มูลค่า 5.5 ล้านดอลลาร์ โดยมี Capital Midwest, M25 และ Grishin Robotics เป็นแกนนำในการลงทุนครั้งนี้ ส่งผลให้ยอดระดมทุนรวมทั้งหมดของบริษัทขยับขึ้นไปอยู่ที่ 7.2 ล้านดอลลาร์แล้ว นอกจากนี้ยังมีนักลงทุนรายอื่นเข้าร่วมด้วย เช่น Capitalize VC และผู้บริหารจากบริษัทอย่าง DoorDash
แนวคิดเบื้องหลังแพลตฟอร์มนี้คือการช่วยให้แบรนด์ต่างๆ สามารถเข้าถึงครีเอเตอร์ได้ในต้นทุนที่ถูกกว่าการจ้างอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังหรือการยิงแอดโฆษณาแบบดั้งเดิม โดยจุดเด่นอยู่ที่ผู้ใช้งานทั่วไปทุกคนสามารถดาวน์โหลดแอปและเข้าร่วมแคมเปญได้ทันที ไม่จำเป็นต้องมีผู้ติดตามจำนวนมากบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok, Instagram, Facebook หรือ YouTube
ระบบของ Noise จะจ่ายเงินให้แก่ครีเอเตอร์ตามจำนวนยอดวิวที่ทำได้จริง แทนที่จะเป็นการจ่ายค่าจ้างแบบเหมาจ่ายตายตัว ในฝั่งของแบรนด์สินค้าสามารถเข้ามาลงทะเบียนเพื่อส่งบรีฟคอนเทนต์และกำหนดงบประมาณ จากนั้น Noise จะจัดการกระบวนการที่เหลือให้ทั้งหมด ช่วยให้แบรนด์สามารถรันแคมเปญพร้อมกันกับครีเอเตอร์นับพันคนได้โดยไม่ต้องปวดหัวกับการบริหารจัดการทีละราย
"Our top brands work with several thousand creators on autopilot"
Diego Kafie
สตาร์ตอัพรายนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 2025 โดย Diego Kafie, Stu Feldt และ Nic Weber หลังจากพวกเขาใช้เวลาสองปีในการพัฒนาแอปเกมมือถือที่ชื่อว่า Playbite ซึ่งปัจจุบันแพลตฟอร์ม Noise มีครีเอเตอร์ในระบบแล้วถึง 1.5 ล้านคน โดยซีอีโอ Kafie เผยว่าครีเอเตอร์ระดับท็อปของแพลตฟอร์มสามารถทำเงินได้มากกว่าหลักแสนดอลลาร์ต่อปี ขณะที่รายได้ของบริษัทมาจากการเก็บค่าธรรมเนียมจากแบรนด์เมื่อยอดวิวถูกส่งมอบเรียบร้อยแล้ว

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
การเติบโตของ Noise สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในตลาดอินฟลูเอนเซอร์มาร์เก็ตติ้งที่แบรนด์สินค้าขนาดเล็กและสตาร์ตอัพมักประสบปัญหาต้นทุนการตลาดที่สูงลิ่วจากการจ้างอินฟลูเอนเซอร์ระดับเมกะ การใช้กลยุทธ์ Micro-influencers หรือ Nano-influencers จึงกลายเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าในการสร้างความน่าเชื่อถือแบบปากต่อปาก (Word-of-mouth) ในต้นทุนที่ควบคุมได้
จุดเริ่มต้นของแนวคิดนี้มาจากประสบการณ์ตรงของกลุ่มผู้ก่อตั้งตอนที่พยายามโปรโมตแอป Playbite พวกเขาเริ่มทดลองสอนให้ผู้เล่นเกมธรรมดาสร้างคอนเทนต์ลง TikTok เพื่อโปรโมตแอปจากหลักสิบคนจนขยายเป็นหลักร้อยคน ซึ่งทำให้ยอดดาวน์โหลดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในต้นทุนที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับการจ้างอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังที่มีเรตราคาแพงเกินงบของสตาร์ตอัพ
เงินทุนก้อนใหม่นี้จะถูกนำไปใช้ในการขยายความสามารถของผลิตภัณฑ์และจ้างพนักงานเพิ่ม นอกจากนี้ Noise เพิ่งเปิดตัวโปรแกรม Organic-to-Ads ซึ่งเปิดโอกาสให้แบรนด์สามารถนำวิดีโอที่สร้างโดยครีเอเตอร์ของ Noise ไปยิงเป็นโฆษณาแบบเสียเงินบนแพลตฟอร์ม Meta และ TikTok เพิ่มเติมจากการโพสต์ปกติของตัวครีเอเตอร์เอง
ที่มา: TechCrunch
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น