ข้ามไปเนื้อหาหลัก

เจาะลึกค่าตัวทุบสถิติโลก ทำไมมิดฟิลด์อังกฤษถึงเนื้อหอมสุดขีด

เอลเลียต แอนเดอร์สัน และ มอร์แกน โรเจอร์ส สร้างสถิติผู้เล่นบริติชค่าตัวแพงที่สุดในโลกติดต่อกันภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือน สะท้อนความต้องการกองกลางชาวอังกฤษที่พุ่งสูงในตลาดลูกหนัง

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
23 Jul 2026ที่มา: BBC Sport3 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)อัปเดตล่าสุด 27 Jul 2026
แชร์
เจาะลึกค่าตัวทุบสถิติโลก ทำไมมิดฟิลด์อังกฤษถึงเนื้อหอมสุดขีด

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • เอลเลียต แอนเดอร์สัน และ มอร์แกน โรเจอร์ส ทำลายสถิติค่าตัวนักเตะบริติชต่อเนื่อง
  • ทั้งคู่มีอายุเพียง 23 ปี และมีผลงานโดดเด่นทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติอังกฤษ
  • กฎ Home Grown Player และความหายากของกองกลางสร้างสรรค์เกมดันราคาพุ่งสูง
  • อเล็กซ์ สก็อตต์ และ อดัม พาร์ตัน เป็นเป้าหมายรายต่อไปที่สโมสรใหญ่จับตามอง

วงการฟุตบอลพรีเมียร์ลีกต้องบันทึกสถิติใหม่อีกครั้ง เมื่อสองกองกลางทีมชาติอังกฤษอย่าง เอลเลียต แอนเดอร์สัน และ มอร์แกน โรเจอร์ส ผลัดกันทำลายสถิติผู้เล่นสัญชาติบริติชที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลกภายในระยะเวลาห่างกันแค่หนึ่งเดือนเท่านั้น โดยเริ่มต้นจาก แอนเดอร์สัน ที่ย้ายจาก น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ไปร่วมทัพ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตัว 116 ล้านปอนด์ ก่อนที่ เชลซี จะทุ่มเงิน 117 ล้านปอนด์ คว้าตัว โรเจอร์ส มาจาก แอสตัน วิลล่า ในเวลาต่อมา

ความน่าสนใจคือทั้งคู่มีอายุเพียง 23 ปี ซึ่งยังห่างไกลจากจุดพีคของอาชีพค้าแข้ง แต่กลับเป็นผู้เล่นที่พร้อมลงสนามและทำผลงานในระดับสูงได้ทันทีในพรีเมียร์ลีก โดย แอนเดอร์สัน ผ่านประสบการณ์ลงสนามให้ทีมชาติอังกฤษถึง 8 นัดในศึกฟุตบอลโลก และช่วยให้ทีมคว้าอันดับ 3 มาครอง พร้อมกับสถิติส่วนตัวกับฟอเรสต์เมื่อฤดูกาลก่อนที่โดดเด่นอย่างยิ่ง

soccer player action match
3,300การสัมผัสบอลของแอนเดอร์สัน มากที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลก่อน
181โรเจอร์สติดอันดับ 2 ยุโรปเรื่องสัมผัสบอลในเขตโทษคู่แข่ง

ในขณะที่ โรเจอร์ส แนวรุกสารพัดประโยชน์ของวิลล่า ทำผลงานซัดไป 14 ประตู กับอีก 12 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 55 นัดในทุกรายการ พร้อมทั้งสถิติติดกลุ่มท็อป 10 ของยุโรปในตำแหน่งกองกลางที่มีส่วนร่วมกับการทำประตู การที่กองหน้าตัวเป้าแบบดั้งเดิมเริ่มหาได้ยากขึ้น ทำให้สโมสรต่างๆ หันมาพึ่งพากองกลางที่มีความคิดสร้างสรรค์และสามารถสอดขึ้นมาทำประตูได้มากขึ้น

ปรากฏการณ์ค่าตัวนักเตะที่ทะยานสูงขึ้นเรื่อยๆ นี้ สอดคล้องกับความเห็นของ เคียแมน แมไกวร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินฟุตบอล ที่ชี้ให้เห็นว่าแม้ตัวเลขค่าตัวจะดูเหมือนทำลายสถิติเรื่อยๆ แต่เมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยของสโมสรพรีเมียร์ลีกที่เติบโตขึ้นอย่างมหาศาลจากยุคเริ่มต้นในปี 1992-1993 สัดส่วนของค่าตัวนักเตะเทียบกับรายได้สโมสรนั้นยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิมที่ประมาณ 35% ของรายเฉลี่ยสโมสร ซึ่งสะท้อนว่าสโมสรยุคใหม่มีกำลังซื้อที่สอดคล้องกับโครงสร้างธุรกิจฟุตบอลในปัจจุบัน

นอกจากเรื่องฟอร์มการเล่นแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือข้อกำหนดเรื่อง Home Grown Rule ของพรีเมียร์ลีก ที่บังคับให้แต่ละสโมสรต้องมีผู้เล่นที่เติบโตมาจากอคาเดมี่ในอังกฤษหรือเวลส์อย่างน้อย 8 คนในรายชื่อ 25 คน ทำให้สโมสรต่างๆ ยอมจ่ายเงินในราคาสูงเพื่อดึงดูดแข้งเลือดอังกฤษฝีเท้าดีมาร่วมทีม

กระแสความต้องการดังกล่าวยังไม่หยุดแค่นี้ เนื่องจากยังมีผู้เล่นในวัย 22 ปีอย่าง อเล็กซ์ สก็อตต์ จากบอร์นมัธ ที่เคยถูกเชลซีปฏิเสธข้อเสนอ 64 ล้านปอนด์ รวมถึง อดัม พาร์ตัน จากคริสตัล พาเลซ ที่อยู่ในเรดาร์ของทีมยักษ์ใหญ่ทั้งลิเวอร์พูล, เชลซี และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดนักเตะอังกฤษจะยังคงคึกคักและมีมูลค่าสูงในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา: BBC Sport

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้