Flydubai คาดฟื้นตัวแตะระดับก่อนสงครามได้ภายในสิ้นปี 2026
ซีอีโอ Ghaith Al Ghaith เผย flydubai เตรียมกู้เครือข่ายบินกลับมาเต็ม 100% หลังซบเซาจากความขัดแย้งภูมิภาค พร้อมเดินหน้าปรับโฉมห้องโดยสารพรีเมียม

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Flydubai ตั้งเป้าฟื้นตัวแตะระดับก่อนสงคราม 100% ภายในสิ้นปี 2026
- ปัจจุบันให้บริการแล้ว 130 จากเดิม 140 ปลายทาง คิดเป็น 85% ของเครือข่าย
- OAG เผยที่นั่งลดลง 18.3% สูงสุดในกลุ่มสายการบินตะวันออกกลาง 10 อันดับแรก
- เร่งลงทุนปรับปรุงที่นั่งแบบราบ (lie-flat) และเพิ่มบริการพรีเมียมชดเชยดีเลย์ของ Boeing
สายการบินฟลายดูไบ (Flydubai) คาดการณ์ว่าจะสามารถฟื้นฟูเครือข่ายเส้นทางบินและกำลังการผลิตกลับคืนสู่ระดับก่อนเกิดความขัดแย้งได้ทั้งหมดภายในช่วงก่อนสิ้นปี 2026 นี้ หลังจากที่สายการบินต้องเผชิญกับผลกระทบจากความตึงเครียดทางภูมิภาคซึ่งสร้างความปั่นป่วนให้กับปฏิบัติการในช่วงต้นปีที่ผ่านมา
นายกัยธ์ อัล กัยธ์ (Ghaith Al Ghaith) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ flydubai ได้กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวระหว่างงาน Arabian Travel Market ในเมืองดูไบเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยระบุว่าทางสายการบินคาดหวังว่าจะสามารถดึงศักยภาพกลับมาแตะระดับ 100% หรืออาจจะมากกว่านั้นเล็กน้อย เนื่องจากจะมีเครื่องบินลำใหม่ทยอยส่งมอบเพิ่มเข้ามา แต่ทั้งนี้ก็ยังคงต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมหลายประการด้วยกัน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ในปัจจุบัน ฟลายดูไบซึ่งเป็นสายการบินพี่น้องกับเอมิเรตส์ (Emirates) สายการบินแห่งชาติของดูไบ ได้กลับมาทำการบินไปยังจุดหมายปลายทางแล้ว 130 แห่ง จากเดิมที่มีอยู่ทั้งหมด 140 แห่งก่อนเกิดสงคราม ซึ่งคิดเป็นการฟื้นตัวของเครือข่ายเส้นทางบินอยู่ที่ประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก OAG ประจำเดือนกันยายนระบุว่า ฟลายดูไบเป็นสายการบินที่มียอดลดลงของความจุที่นั่งมากที่สุดในกลุ่มสายการบินชั้นนำ 10 อันดับแรกของตะวันออกกลาง โดยมีการตัดลดจำนวนที่นั่งลงถึง 18.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เหลือเพียง 1.05 ล้านที่นั่ง
"Before the end of the year, we should go back to 100% of pre-war capacity, and even a little bit more because we will receive more aircraft, but of course, that is subject to many things."
Ghaith Al Ghaith, CEO of flydubai
การที่ flydubai เร่งผลักดันบริการระดับพรีเมียมและการปรับปรุงห้องโดยสารในช่วงเวลานี้ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการปรับตัวเพื่อเพิ่มรายได้ต่อหัว ท่ามกลางความท้าทายจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานของผู้ผลิตเครื่องบินอย่าง Boeing ที่ส่งผลกระทบต่อแผนการรับมอบเครื่องบินลำตัวกว้าง (Widebody) โดยการยกระดับประสบการณ์ผู้โดยสารด้วยที่นั่งแบบราบและอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink จะช่วยให้สายการบินสามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดการบินภูมิภาคได้ดียิ่งขึ้นแม้จะมีต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้นก็ตาม
ที่มา: Skift
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น