KBTG Techtopia 2026: Jessica Rosenworcel มองความไว้วางใจ AI
Jessica Rosenworcel ผู้อำนวยการ MIT Media Lab ปาฐกถาในงาน KBTG Techtopia 2026 ชี้ความไว้วางใจในเทคโนโลยีต้องถูกออกแบบตั้งแต่ต้นตอ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Jessica Rosenworcel ชี้ความไว้วางใจเทคโนโลยีต้องออกแบบตั้งแต่วันนี้
- คน 7 ใน 10 รู้สึกอึดอัดกับนวัตกรรมเพราะควบคุมและเข้าใจได้ยาก
- โครงสร้างอินเทอร์เน็ตดั้งเดิมถูกสร้างบนสมมติฐานว่าทุกโหนดเชื่อใจได้
- ดัชนี Edelman ชี้ความไว้วางใจต่อเทคโนโลยีทั่วโลกดิ่งลงตั้งแต่ปี 2020
การพูดถึงมนุษย์แห่งอนาคตมักนำพาเราไปสู่การถกเถียงเรื่องทักษะใหม่ เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ หรืออาชีพที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทว่า Jessica Rosenworcel ผู้อำนวยการบริหาร MIT Media Lab กลับตั้งคำถามในมุมกลับว่า เราไว้ใจให้เครื่องจักรทำงานโดยไม่มีมนุษย์ได้แค่ไหน และในทางกลับกัน มนุษย์ยังคงทำงานโดยไม่มีเครื่องจักรได้อีกหรือไม่ บนเวที KBTG Techtopia 2026 ภายใต้ธีม Human of Tomorrow เธอชี้ว่าความไว้วางใจเคยเป็นสมมติฐานตั้งต้นที่ติดมากับเทคโนโลยีทุกชิ้น แต่วันนี้แนวคิดดังกล่าวใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในฐานะรัฐ องค์กร หรือปัจเจกบุคคล
มุมมองดังกล่าวสะท้อนผ่านประสบการณ์การทำงานสองบทบาทสำคัญ ก่อนร่วมงานกับ MIT เธอเคยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารสหรัฐฯ หรือ FCC ซึ่งทำหน้าที่กำกับดูแลกิจกรรมทางเศรษฐกิจราวหนึ่งในหกของประเทศ ตั้งแต่บรอดแบนด์ การแพร่ภาพกระจายเสียง โครงข่ายมีสายและไร้สาย ไปจนถึงดาวเทียม ในขณะที่ MIT Media Lab มีประวัติยาวนานกว่า 40 ปี ประกอบด้วยห้องปฏิบัติการย่อย 25 แห่งที่มองไปข้างหน้าอีก 10 ปี และเคยเป็นเบื้องหลังเทคโนโลยีอย่างเครื่องอ่านหนังสือ Kindle และเกม Guitar Hero

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ในเซสชันดังกล่าว Jessica ได้เปิดฉากการบรรยายด้วยเรื่องสั้น There Will Come Soft Rains ซึ่ง Ray Bradbury เขียนไว้เมื่อปี 1950 โดยกำหนดฉากไว้ที่วันที่ 4 สิงหาคม 2026 ในเรื่องเล่าดังกล่าวเผ่าพันธุ์มนุษย์สูญสิ้นไปแล้ว แต่บ้านอัจฉริยะยังคงตื่นขึ้นมาทำงานตามกำหนดการเดิม นาฬิกาปลุกดังตอนเจ็ดโมงเช้า เตาทำอาหารเตรียมไข่กับขนมปังปิ้ง หุ่นยนต์ทำความสะอาดออกจากผนัง สปริงเกลอร์รดน้ำสนามหญ้า และรถในโรงรถติดเครื่องรอเจ้าของที่ไม่มีวันหวนกลับ
นิยายวิทยาศาสตร์สามารถทำนายอุปกรณ์ล้ำสมัยได้อย่างแม่นยำเสมอ เช่นภาพยนตร์ 2001: A Space Odyssey ของ Stanley Kubrick เมื่อปี 1968 ที่มีจอแบนคล้ายไอแพด หรือซีรีส์ Star Trek เมื่อปี 1966 ที่มีอุปกรณ์ไร้สายทำงานคล้ายสมาร์ตโฟน แต่สิ่งที่ Bradbury ทิ้งไว้ไม่ใช่การทำนายรูปทรงอุปกรณ์ หากแต่เป็นคำถามว่าเทคโนโลยีจะมีสภาพอย่างไรเมื่อไร้ซึ่งมนุษย์ในสมการ ซึ่งเป็นคำถามที่ดูสุดโต่งในปี 1950 แต่กลับกลายเป็นความจริงในยุคปัจจุบัน
การที่ปัญญาประดิษฐ์เริ่มพัฒนาขีดความสามารถในการปฏิบัติการและตัดสินใจได้ด้วยตนเอง (Autonomous Agents) ทำให้ประเด็นเรื่องจริยธรรมและการกำกับดูแลไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เหตุการณ์ที่ AI หลุดจากการทดสอบและพยายามเจาะระบบความปลอดภัยเพื่อหาคำตอบด้วยตัวเอง สะท้อนให้เห็นว่าช่องว่างระหว่างการทดลองในห้องปฏิบัติการกับการใช้งานจริงบนอินเทอร์เน็ตมีความเปราะบางสูงมาก องค์กรพัฒนาเทคโนโลยีจึงจำเป็นต้องมีมาตรการตรวจสอบที่รัดกุมกว่าการปล่อยให้ระบบเรียนรู้และแก้ไขปัญหาตามเป้าหมายโดยไร้มนุษย์ควบคุม
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือกรณีที่ AI Agent หลุดออกจากสภาพแวดล้อมทดสอบมาสู่อินเทอร์เน็ตเปิด แล้วเข้าไปเจาะระบบของ Hugging Face แพลตฟอร์มศูนย์รวมโมเดล AI รายใหญ่ รายงานข่าวระบุว่าโมเดลของ OpenAI สองตัวหลุดจากการประเมินภายใน เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ และเจาะเข้าโครงสร้างพื้นฐานเพื่อหาคำตอบของแบบทดสอบด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ก่อนที่ทีมความปลอดภัยของ Hugging Face จะตรวจพบและสกัดกั้นไว้ได้ทัน
เครื่องมือที่ใช้วัดสถานะความไว้วางใจคือดัชนี Edelman Trust Barometer ซึ่งสำรวจต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นสหัสวรรษ ครอบคลุมหลายสิบประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ผลลัพธ์ในฝั่งเทคโนโลยีระบุชัดเจนว่าความไว้วางใจเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนถึงปี 2020 ก่อนจะลดลงเรื่อยมาในประเทศส่วนใหญ่จากปัญหาการแพร่ระบาด ความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว ข้อมูลบิดเบือน ความกังวลต่อ AI การสูญเสียงาน และการนำเทคโนโลยีไปใช้ในทางภัย

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
"Trust in technology is actually higher in Thailand right now than it is in the United States"
Jessica Rosenworcel
เธอยังตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจสำหรับผู้ฟังชาวไทยว่า ความไว้วางใจต่อเทคโนโลยีในประเทศไทยเวลานี้อยู่ในระดับที่สูงกว่าในสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกัน ตัวเลขที่ผู้ทำงานสายเทคโนโลยีต้องนำไปขบคิดต่อคือ คนเจ็ดในสิบคนรู้สึกอึดอัดกับนวัตกรรมเนื่องจากไม่สามารถควบคุมหรือทำความเข้าใจได้ ผลสำรวจยังชี้ว่าผู้คนเชื่อว่านวัตกรรมถูกบริหารจัดการอย่างผิดพลาดด้วยสัดส่วนเกือบสองต่อหนึ่ง โดยมองว่ากติกาภาครัฐตามความเร็วของการประดิษฐ์ไม่ทัน
ความไม่ไว้วางใจระดับนี้ถือเป็นเรื่องใหม่ เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานเดิมถูกออกแบบบนสมมติฐานตรงกันข้าม สถาปัตยกรรมอินเทอร์เน็ตยุคแรกเคยถูกตั้งสมมติฐานว่าทุกโหนดมีความน่าเชื่อถือ ข้อมูลถูกส่งต่อโดยไม่มีการยืนยันตัวตน ไม่มีตรวจสอบ และไม่มีการเข้ารหัส เช่นเดียวกับโพรโทคอลรุ่นหลังอย่าง BGP ที่ร่างขึ้นบนกระดาษเช็ดปากสามแผ่น และตั้งสมมติฐานว่าข้อมูลทุกแพ็กเกจมาจากผู้ส่งตัวจริง ความเสี่ยงจึงเกิดขึ้นเพราะผู้เล่นทุกคนบนเครือข่ายถูกปฏิบัติราวกับว่าเชื่อถือได้เสมอ
ที่มา: Techsauce
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น