ข้ามไปเนื้อหาหลัก

การท่องเที่ยวสหรัฐฯ ทรุดหนัก นักท่องเที่ยวลดลง 11.8% ในเดือนสิงหาคม

สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งชาติสหรัฐฯ เผยตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเดือนสิงหาคมดิ่งลง 11.8% ท่ามกลางนโยบายคุมเข้มและกระแสบอลโลกที่ต่ำกว่าคาด

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
18 Sep 2026ที่มา: Skift2 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
การท่องเที่ยวสหรัฐฯ ทรุดหนัก นักท่องเที่ยวลดลง 11.8% ในเดือนสิงหาคม

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวสหรัฐฯ เดือนสิงหาคมลดลง 11.8% เหลือราว 3.1 ล้านคน
  • การลดลงกระจายไปทุกภูมิภาค นำโดยแอฟริกาติดลบ 25.5% และอเมริกากลาง 20.6%
  • ภาคเอกชนกดดันทำเนียบขาวผลักดันเป้าหมายนักท่องเที่ยว 100 ล้านคนภายในปี 2030

สถานการณ์การท่องเที่ยวขาเข้าของสหรัฐอเมริกาเผชิญภาวะถดถอยต่อเนื่องอย่างรุนแรง โดยข้อมูลจากสำนักงานการท่องเที่ยวและท่องเที่ยวแห่งชาติ (NTTO) ที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดีระบุว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในเดือนสิงหาคมตกลงมาอยู่ที่ราว 3.1 ล้านคน คิดเป็นการลดลง 11.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

ตัวเลขติดลบดังกล่าวถือเป็นการทรุดตัวที่รวดเร็วยิ่งขึ้น หลังจากที่ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ เพิ่งเผชิญกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงไป 7% ส่งผลให้ยอดสะสมรวมตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันลดลงไปแล้ว 5.8% แม้ว่าช่วงฤดูร้อนนี้จะถูกคาดการณ์ไว้ว่าเป็นช่วงเวลาทองของการท่องเที่ยวก็ตาม

11.8%นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงในเดือนสิงหาคม
3.1 ล้านคนจำนวนนักท่องเที่ยวรวมในเดือนสิงหาคม
25.5%อัตราการลดลงสูงสุดมาจากภูมิภาคแอฟริกา

ผลกระทบจากการลดลงครั้งนี้เกิดขึ้นกับทุกภูมิภาคทั่วโลก โดยภูมิภาคที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวหดตัวมากที่สุด ได้แก่ แอฟริกา ลดลง 25.5% อเมริกากลาง ลดลง 20.6% และยุโรปตะวันตก ลดลง 14.8% นอกจากนี้ จากตลาดนักท่องเที่ยว 20 อันดับแรกของสหรัฐฯ มีเพียงอิสราเอล ไต้หวัน และโปแลนด์เท่านั้นที่ยังมีอัตราการเติบโตเป็นบวก

New York Times Square pedestrians travel

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

แม้กระทั่งมหกรรมกีฬาฟุตบอลโลกที่ผ่านมาก็ไม่สามารถพลิกสถานการณ์การท่องเที่ยวให้ฟื้นตัวขึ้นมาได้ตามที่อุตสาหกรรมคาดหวังไว้ โดยบรรดาผู้นำภาคธุรกิจท่องเที่ยวได้ชี้ว่ามาตรการและนโยบายที่เข้มงวดของรัฐบาล รวมถึงการกำหนดให้ผู้เดินทางจากบางประเทศต้องวางเงินประกันสูงถึง 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นอุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งการเดินทาง

นโยบายการค้ำประกันวีซ่าหรือการเรียกเก็บเงินประกันราคาสูงจากนักท่องเที่ยวต่างชาติบางกลุ่ม มักถูกนำมาใช้เพื่อควบคุมปัญหาการอยู่เกินกำหนดวีซ่า แต่อีกด้านหนึ่งก็สร้างภาระทางการเงินและขั้นตอนที่ยุ่งยากจนทำให้นักเดินทางเลือกเปลี่ยนจุดหมายปลายทางไปยังประเทศที่มีความยืดหยุ่นมากกว่า ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของธุรกิจโรงแรม สายการบิน และร้านค้าปลีกในสหรัฐฯ

วิกฤตดังกล่าวสอดคล้องกับการที่องค์การการท่องเที่ยวโลก (UN Tourism) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของการท่องเที่ยวทั่วโลกในปี 2025 ลงเหลือเพียง 1% ถึง 2% จากเดิมที่เคยคาดไว้ 3% ถึง 4% ขณะที่กลุ่มผู้บริหารธุรกิจท่องเที่ยวในสหรัฐฯ ยังคงพยายามล็อบบี้ทำเนียบขาวให้ตั้งเป้าหมายดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ถึง 100 ล้านคนต่อปีภายในปี 2030 หรือเพิ่มขึ้นจากปี 2025 ถึง 46% แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะยังห่างไกลจากเป้าหมายดังกล่าวก็ตาม

ที่มา: Skift

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้