ข้ามไปเนื้อหาหลัก

ลือสะพัดอีสาน! ทนายสกุลดังเคยติดคุกคดียา 16 ปี เปลี่ยนชื่อลบประวัติกลับมาสมัครทนาย

แฉเบื้องลึกทนายความชื่อดังในภาคอีสาน เคยต้องโทษคดียาเสพติดจำคุกยาวนานกว่า 16 ปี ก่อนใช้ช่องโหว่ลบประวัติอาชญากรและเปลี่ยนชื่อกลับมาประกอบวิชาชีพ

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
29 Jul 2026ที่มา: Matichon Politics4 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
ลือสะพัดอีสาน! ทนายสกุลดังเคยติดคุกคดียา 16 ปี เปลี่ยนชื่อลบประวัติกลับมาสมัครทนาย

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • ทนายชื่อดังในภาคอีสานถูกแฉเคยต้องโทษคดียาเสพติดจำคุกนานกว่า 16 ปี
  • พ้นโทษแล้วทำการเปลี่ยนชื่อและใช้ช่องโหว่ลบทิ้งประวัติอาชญากรเพื่อกลับมาประกอบอาชีพ
  • คนใกล้ชิดประสานอดีตรอง ผบ.ตร. และ ผกก.สภ.ในจังหวัดบุรีรัมย์เพื่อสั่งการลบประวัติ
  • เตรียมจี้สภาทนายความตรวจสอบคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ. 2528

เกิดกระแสข่าวลือหนาหูสะพัดไปทั่วภาคอีสาน หลังจากมีรายงานการตรวจสอบเชิงลึกระบุว่า มีทนายความชื่อดังรายหนึ่งซึ่งมีนามสกุลพ้องกับนักเคลื่อนไหวทางการเมืองในภาคอีสานใต้ เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดจากศาลให้รับโทษจำคุกในคดีอาญาที่ไม่ใช่ความผิดประมาทหรือลหุโทษ โดยข้อมูลจากศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ศาลจังหวัดสีคิ้ว และศาลจังหวัดพล ยืนยันว่าบุคคลดังกล่าวเคยเข้ารับโทษจำคุกอยู่ในเรือนจำจังหวัดพลตั้งแต่วันที่ 2542 ถึง 2558 ซึ่งทางพนักงานสอบสวน ชุดจับกุม และเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ได้ออกมายืนยันตรงกันว่ามีการควบคุมตัวและรับโทษจริงเป็นระยะเวลากว่า 16 ปี

แหล่งข่าวเปิดเผยเพิ่มเติมว่า หลังจากพ้นโทษและได้รับการปล่อยตัวออกมาแล้ว ทนายความรายนี้ซึ่งเดิมมีชื่อว่า นาย “ส.” นามสกุล “ศ.” ได้ทำการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น นาย “ภ.” นามสกุล “ศ.” และได้เดินหน้าประกอบอาชีพทนายความเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ทว่าประเด็นที่สร้างความตกตะลึงให้กับสังคมคือการใช้วิธีการล้างประวัติการต้องโทษจำคุก โดยอาศัยช่องทางจากการปรับปรุงแก้ไขข้อมูลทะเบียนประวัติอาชญากรตามแนวคิดของอดีตนายตำรวจระดับสูงเมื่อหลายปีก่อน ที่ตั้งเป้าหมายนำรายชื่อประชาชนที่ถูกศาลยกฟ้อง มีโทษปรับ หรือโทษเล็กน้อยออกจากระบบทะเบียนประวัติ

16 ปีระยะเวลาต้องโทษจำคุกในเรือนจำจังหวัดพล
3 ล้านจำนวนประวัติอาชญากรที่เหลืออยู่ในระบบหลังการปรับปรุง

โครงการปรับปรุงข้อมูลในอดีตส่งผลให้ทะเบียนประวัติอาชญากรลดจำนวนลงจากเดิมที่มีกว่า 13 ล้านราย ให้เหลือเพียง 3 ล้านกว่าราย โดยมีประชาชนกว่า 9 ล้านรายที่ถูกลบรายชื่อออกจากระบบเนื่องจากคดีไม่ถึงที่สุดหรือเข้าเกณฑ์กำหนด แต่ในกรณีของทนายความรายดังกล่าวดังกล่าวกลับมีรายงานว่า มีคนใกล้ชิดซึ่งเป็นทนายความ ทำหน้าที่ประสานงานกับอดีตรอง ผบ.ตร. ในช่วงเวลานั้น เพื่อสั่งการให้ผู้กำกับการสถานีตำรวจแห่งหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์ดำเนินการลบประวัติการจำคุกในคดียาเสพติดทิ้ง เพื่อให้สามารถนำประวัติที่ไร้รอยมลทินไปใช้ยื่นจดทะเบียนเป็นทนายความได้สำเร็จ นอกจากนี้ คนใกล้ชิดดังกล่าวยังได้มีการแจ้งเตือนไปยังหลายฝ่ายด้วยว่า ขอสงวนสิทธิ์การใช้กฎหมาย PDPA ในการเปิดเผยข้อมูลประวัติการจำคุก และขู่ดำเนินคดีทางกฎหมายหากข้อมูลเกิดการรั่วไหล

court building thailand justice

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

"คดียาเสพติดนั้นนับเป็นภัยต่อสังคมขั้นรุนแรงและขัดศีลธรรมอันดี แม้ทนายความรายนี้จะได้รับการลงโทษและพ้นโทษตามคำพิพากษาแล้ว แม้กรมราชทัณฑ์มีนโยบายคืนคนดีสู่สังคมก็ตาม เเต่หากพิจารณาอัตราโทษที่ทนายความรายนี้ได้รับการพิพากษาให้จำคุกราว 16 ปี นับว่าเป็นอัตราโทษสูง..."

แหล่งข่าวผู้ให้ข้อมูลเชิงลึก

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญและข้อกฎหมายระบุว่า แม้ภาครัฐจะมีนโยบายคืนคนดีสู่สังคม แต่เมื่อพิจารณาจากอัตราโทษจำคุกสูงถึง 16 ปีในคดียาเสพติด ซึ่งถือเป็นภัยต่อสังคมและขัดต่อศีลธรรมอันดี ประกอบกับเกณฑ์คุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพทนายความที่ต้องขึ้นทะเบียนสมาชิกกับสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ การเคยต้องโทษในคลักษณะดังกล่าวอาจเข้าข่ายขาดคุณสมบัติและเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 35(4)(5)(6) รวมถึงมาตรา 67 อย่างชัดเจน ทำให้สังคมกำลังจับตามองท่าทีและการชี้แจงจากสภาทนายความฯ พร้อมทั้งเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดเผยประวัติความประพฤติที่รุนแรงถึงขั้นจำคุก เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลที่มีพฤติกรรมเสื่อมเสียกลับมาสร้างความเดือดร้อนซ้ำให้กับประชาชน

บริบทเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบทะเบียนประวัติอาชญากรในประเทศไทย: โครงการล้างประวัติอาชญากรที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีก่อน มีเจตนาเพื่อช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์ที่ถูกยกฟ้องหรือผู้ที่กระทำความผิดลหุโทษให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมและประกอบอาชีพได้โดยไม่ถูกตัดโอกาสจากอดีต อย่างไรก็ตาม ช่องโหว่ในการคัดกรองบุคคลที่กระทำความผิดร้ายแรง เช่น คดียาเสพติดหรือคดีอุกฉกรรจ์ กลับกลายเป็นช่องทางที่ถูกแสวงหาประโยชน์โดยบุคคลบางกลุ่มเพื่อปกปิดประวัติที่แท้จริง ซึ่งกระทบโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือของวิชาชีพเฉพาะทางที่ต้องอาศัยความสุจริตและจริยธรรมสูงเช่นวิชาชีพทนายความ

ที่มา: Matichon Politics

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้