ข้ามไปเนื้อหาหลัก

นายกฯ แอนดี เบิร์นแฮม ชี้ต้องแก้ปัญหาระบบดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายก่อนถกกฎหมายการุณยฆาต

แอนดี เบิร์นแฮม นายกรัฐมนตรีอังกฤษ แสดงจุดยืนไม่สนับสนุนร่างกฎหมายการุณยฆาตฉบับใหม่ พร้อมเรียกร้องให้ปฏิรูประบบดูแลระยะสุดท้ายให้เรียบร้อยก่อน

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
30 Jul 2026ที่มา: BBC Politics4 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)อัปเดตล่าสุด 04 Aug 2026
แชร์
นายกฯ แอนดี เบิร์นแฮม ชี้ต้องแก้ปัญหาระบบดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายก่อนถกกฎหมายการุณยฆาต

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • แอนดี เบิร์นแฮม เผยจุดยืนคัดค้านร่างกฎหมายการุณยฆาตของ ส.พ. พรรคแรงงาน ลอเรน เอ็ดเวิร์ดส์
  • ชี้ปัญหาการขาดแคลนงบประมาณดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายและระบบสังคมสงเคราะห์ต้องได้รับการแก้ไขเป็นอันดับแรก
  • นโยบายนี้ถือเป็นการเปลี่ยนจุดยืนจากอดีตนายกฯ เคียร์ สตาร์เมอร์ ที่เคยสนับสนุนความพยายามทำกฎหมายให้ผ่าน
  • สภาผู้แทนราษฎรเตรียมหยิบยกประเด็นการุณยฆาตขึ้นมาอภิปรายอีกครั้งเมื่อรัฐสภากลับมาเปิดประชุมในเดือนกันยายน

แอนดี เบิร์นแฮม นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ออกมาแสดงมุมมองต่อประเด็นการเสียชีวิตด้วยความช่วยเหลือทางการแพทย์หรือการุณยฆาตเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำรัฐบาล โดยระบุว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดการแก้ไขปัญหาระบบดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายและระบบสังคมสงเคราะห์ให้เรียบร้อยเสียก่อน ที่จะมีการผลักดันอภิปรายในวงกว้างเรื่องการเปิดทางให้ผู้ป่วยจบชีวิตตนเองได้อย่างถูกกฎหมาย ท่ามกลางความคาดหมายว่ารัฐบาลชุดนี้จะวางตัวเป็นกลางอย่างเป็นทางการ แต่ความเห็นดังกล่าวบ่งชี้ชัดเจนว่าตัวเขาเองจะไม่โหวตสนับสนุนร่างกฎหมายที่เสนอโดย ลอเรน เอ็ดเวิร์ดส์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคแรงงาน

จุดยืนดังกล่าวถือเป็นการพลิกผันจากนโยบายของอดีตนายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ ผู้ซึ่งเคยออกเสียงสนับสนุนความพยายามในการทำให้การุณยฆาตถูกกฎหมายเมื่อครั้งก่อน และยังได้จัดสรรเวลาในรัฐสภาเพื่อให้เกิดการอภิปรายเรื่องนี้ โดยในอดีตเสียงสนับสนุนจาก เซอร์ เคียร์ เคยถูก ส.พ. พรรคแรงงานบางรายหยิบยกขึ้นมาเป็นเหตุผลส่วนตัวในการตัดสินใจโหวตหนุนร่างกฎหมายดังกล่าวเมื่อครั้งก่อนหน้า เบิร์นแฮมระบุว่า การจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายและระบบดูแลผู้สูงอายุคือสิ่งที่ต้องทำก่อน พร้อมเสริมว่ามันยากมากที่จะเปิดประเด็นถกเถียงเรื่องการจบชีวิต ในบริบทที่ประชาชนยังไม่ได้รับการดูแลที่ดีและยังไม่มีความอุ่นใจในระบบสาธารณสุข

ย้อนกลับไปในปี 2025 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเคยลงคะแนนเสียงเห็นชอบให้กับร่างกฎหมายที่เสนอโดย คิม ลีดเบอเตอร์ ส.พ. พรรคแรงงาน เพื่อทำให้การุณยฆาตถูกกฎหมาย ทว่าตัวร่างกลับไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาขุนนาง หลังจากเผชิญหน้ากับการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จนกระทั่งกระบวนการล่าช้าและหมดเวลาลงในเดือนเมษายนปีนี้ ฝ่ายที่คัดคาสอ้างว่าตัวกฎหมายมีข้อบกพร่องสำคัญที่เสี่ยงทำให้ผู้เปราะบางถูกกดดันให้ต้องจบชีวิตตนเองเร็วขึ้น ภายใต้ร่างกฎหมายฉบับเดิมที่ชื่อว่า Terminally Ill Adults (End of Life) Bill กำหนดให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปและแพทย์คาดการณ์ว่าจะมีชีวิตอยู่ไม่เกิน 6 เดือน สามารถขอรับความช่วยเหลือเพื่อจบชีวิตตนเองได้ภายใต้มาตรการควบคุมที่รัดกุม

การถกเถียงเรื่องการุณยฆาต (Assisted Dying) ในสหราชอาณาจักรสะท้อนความขัดแย้งเชิงจริยธรรมระหว่างสิทธิในการกำหนดชีวิตตนเองของผู้ป่วย กับหน้าที่ของรัฐในการคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง การที่ผู้นำคนใหม่อย่างแอนดี เบิร์นแฮม เลือกผูกเงื่อนไขเรื่องการปฏิรูประบบดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Palliative Care) เข้ากับกฎหมายนี้ แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์การบริหารความคาดหวังทางสังคม โดยชี้ให้เห็นว่าตราบใดที่โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขยังอ่อนแอ การบังคับใช้กฎหมายที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้อาจสร้างภาระและความเสี่ยงที่เกินกว่าระบบจะรองรับไหว

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

UK hospital palliative care

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

แม้ว่า ลอเรน เอ็ดเวิร์ดส์ ส.พ. พรรคแรงงาน จะมีแผนเดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายฉบับที่เหมือนกันทุกประการเพื่อสะสางงานที่ลีดเบอเตอร์ริเริ่มไว้ให้ลุล่วง โดยชี้ว่าร่างกฎหมายดังกล่าวเปิดให้มีระยะเวลาเปลี่ยนผ่านนาน 4 ปี ซึ่งจะทำให้มีเวลาถึงปี 2031 ในการแก้ไขปัญหาระบบที่เบิร์นแฮมมองว่าพังทลายลง แต่ เจส อะซาโต ส.พ. พรรคแรงงานอีกรายและผู้คัดค้านร่างกฎหมาย กลับโต้แย้งว่า ส.พ. ทุกคนมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการคำนึงถึงความปลอดภัยของการนำกฎหมายที่มีข้อบกพร่องเช่นนี้เข้ามาใช้ในระบบการดูแลที่กำลังล่มสลาย

ก่อนหน้านี้ในปี 2024 เบิร์นแฮมเคยให้สัมภาษณ์กับบีบีซี แมนเชสเตอร์ ว่าเขาคงจะลงคะแนนเสียงเห็นชอบ หากเขามีตำแหน่งเป็น ส.พ. ในขณะที่มีการลงมติร่างกฎหมายดังกล่าว โดยเขาเผยว่าประสบการณ์สูญเสียในครอบครัวช่วง 9 ปีที่ผ่านมาได้เปลี่ยนมุมมองของเขาไปอย่างสิ้นเชิง และตระหนักว่าเราปล่อยให้ผู้ป่วยและครอบครัวต้องทนทุกข์ทรมานมากเกินไป อย่างไรก็ตาม เขาเน้นย้ำว่าการสนับสนุนของตนเป็นเพียงในเชิงหลักการเท่านั้น และต้องมีเงื่อนไขบังคับให้สถานพักฟื้นผู้ป่วยระยะสุดท้ายหรือฮอสพิซได้รับงบประมาณสนับสนุนและจัดการให้เรียบร้อยเสียก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้จริง

ที่มา: BBC Politics

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้