ข้ามไปเนื้อหาหลัก

นักวิชาการชำแหละร่างยุทธศาสตร์บิ๊กดาต้า ชี้เสี่ยงซ้ำซ้อน-หวั่นเอื้อประโยชน์

โอฬาร ถิ่นบางเตียว วิพากษ์ร่างแผนยุทธศาสตร์บิ๊กดาต้า พ.ศ. 2568-2570 จี้รัฐบาลทบทวนความคุ้มค่า ไม่ต้องเพิ่มบุคลากรแสนคนแนะอัปสกิลคนเดิม

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
30 Jul 2026ที่มา: Matichon Politics3 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)อัปเดตล่าสุด 04 Aug 2026
แชร์
นักวิชาการชำแหละร่างยุทธศาสตร์บิ๊กดาต้า ชี้เสี่ยงซ้ำซ้อน-หวั่นเอื้อประโยชน์

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • โอฬาร ถิ่นบางเตียว วิพากษ์ร่างแผนยุทธศาสตร์ Big Data พ.ศ. 2568-2570
  • ชี้กระทรวงดิจิทัลฯ อาจสร้างความซ้ำซ้อนกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ
  • ค้านแนวคิดเพิ่มบุคลากร 1.6 แสนคน เสนอให้อัปสกิลข้าราชการเดิมแทน
  • ตั้งข้อสังเกตโครงการอาจเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนคล้ายกรณี TH-AI Passport

การขับเคลื่อนนโยบายข้อมูลขนาดใหญ่หรือ Big Data กลับมาเป็นประเด็นร้อนให้อภิปรายอีกครั้ง หลังนักวิชาการออกมาสะท้อนมุมมองต่อร่างแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ พ.ศ. 2568-2570 ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบหลักของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI เป็นหน่วยงานผู้จัดทำและร่วมขับเคลื่อน

ผศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ระบุว่า ในหลักการแล้ว Big Data ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถรวบรวมข้อมูลอัปเดตของประชาชน ทั้งพฤติกรรมการใช้จ่ายและการรักษาพยาบาล ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลสามารถนำไปวางแผนนโยบายสาธารณะได้อย่างตรงจุด เช่น การแก้ปัญหาความยากจนหรือพฤติกรรมการบริโภค หากมีฐานข้อมูลที่แม่นยำก็จะช่วยแก้ปัญหาได้ทั้งระบบ แต่สิ่งสำคัญคือเจตจำนงของรัฐบาลว่าต้องการแก้ปัญหาให้ประชาชนจริง หรือหวังผลประโยชน์จากโครงการ

digital government database servers

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

เมื่อย้อนดูประวัติศาสตร์การจัดเก็บข้อมูลของประเทศไทย โอฬารมองว่าที่ผ่านมาข้อมูลมักคลาดเคลื่อนและไม่อัปเดต ทำให้การแก้ปัญหาทำได้ยาก ตัวอย่างที่ชัดเจนคือโครงการบัตรสวัสดิการของรัฐที่ยังมีปัญหาการคัดกรองคนจน เนื่องจากฐานข้อมูลภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงการคลังยังล้มเหลว ไม่สามารถพิสูจน์ได้จริงว่าใครจนจริงหรือไม่จน ทั้งที่ในระดับท้องถิ่นกำนันผู้ใหญ่บ้านรับรู้ข้อมูลข้อเท็จจริงดีอยู่แล้ว ดังนั้น การทำ Big Data จึงต้องอาศัยการบูรณาการข้อมูลจากหลายฝ่ายอย่างแท้จริง

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

การบูรณาการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Integration) ในระดับประเทศถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกหน่วยงาน เนื่องจากภาครัฐมักประสบปัญหาข้อมูลกระจัดกระจายอยู่ตามไซโล (Data Silos) ของแต่ละกระทรวง การมีหน่วยงานกลางที่บูรณาการข้อมูลได้อย่างแท้จริงจะช่วยลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่ความท้าทายสำคัญคือธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) และความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการไอทีภาครัฐ

ประเด็นที่มีการถกเถียงกันมากคือข้อเสนอการเพิ่มบุคลากรอีก 160,000 คน มาดูแลเรื่อง Big Data ซึ่งอาจารย์จากมหาวิทยาลัยบูรพาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าไม่มีความจำเป็น เนื่องจากบุคลากรภาครัฐในปัจจุบันมีจำนวนมากเกินไปอยู่แล้ว สิ่งที่ภาครัฐควรทำคือการนำบุคลากรที่ว่างงานหรือมีอยู่แล้วมาอัปสกิล (Upskill) พัฒนาทักษะให้เชี่ยวชาญยิ่งขึ้น เพื่อรองรับการเก็บรวบรวมข้อมูลแทนการจ้างคนเพิ่มซึ่งจะสร้างภาระงบประมาณระยะยาวทั้งเรื่องเงินเดือนและสวัสดิการ

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคำถามถึงความซ้ำซ้อนในการทำงาน หากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเข้ามาเป็นผู้รับผิดชอบหลัก แทนที่จะมอบหมายให้สำนักงานสถิติแห่งชาติซึ่งทำหน้าที่ฐานข้อมูลอยู่แล้วทำหน้าที่ดังกล่าว โดยแนะว่าควรยกระดับสำนักงานสถิติแห่งชาติให้เป็นหน่วยงานฐานข้อมูลระดับประเทศและประสานข้อมูลทุกกระทรวงจะเหมาะสมกว่า พร้อมทั้งเชื่อมโยงข้อกังวลไปถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงการ TH-AI Passport ว่ามีความโปร่งใสหรือไม่ หรือเป็นเพียงอีกหนึ่งโครงการที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนใกล้ชิดนักการเมือง

ที่มา: Matichon Politics

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้