บีโอไอชูไทยฐานผลิตโฟโตนิกส์โลก หนุนลงทุนกว่า 8.2 หมื่นล้าน
บีโอไอเผยช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีโครงการขอรับการส่งเสริมอุตสาหกรรมโฟโตนิกส์ 79 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 82,700 ล้านบาท หนุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยุค AI

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- บีโอไอเผยยอดลงทุนโฟโตนิกส์รอบ 5 ปีพุ่ง 79 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 82,700 ล้านบาท
- ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตสายใยแก้วนำแสงไปจนถึงอุปกรณ์ Optical Transceiver สำหรับ AI Data Center
- บริษัทระดับโลกอย่าง Lumentum, Celestica และ Fabrinet ใช้ไทยเป็นฐานผลิตหลัก
- กระจายการลงทุนสู่นอกพื้นที่ EEC กว่า 60% พร้อมสร้างงานทักษะสูงกว่า 20,000 ตำแหน่ง
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ เดินหน้าผลักดันประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ (Photonics) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลหัวใจสำคัญของยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ระหว่างปี 2564 ถึงเดือนมิถุนายน 2569 มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมแล้ว 79 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 82,700 ล้านบาท ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ ระบุว่า การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ AI ระบบคลาวด์ การประมวลผลสมรรถนะสูง และระบบสื่อสารความเร็วสูง เป็นตัวขับเคลื่อนหลักให้เทคโนโลยีโฟโตนิกส์เข้ามามีบทบาทสำคัญ เนื่องจากคุณสมบัติในการรับส่งข้อมูลปริมาณมหาศาลด้วยความเร็วสูงผ่านแสง ใช้พลังงานต่ำ และลดการสูญเสียของสัญญาณได้ดีกว่าระบบไฟฟ้าแบบเดิม
สำหรับเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ คือกระบวนการใช้แสงในการส่งผ่าน ควบคุม และประมวลผลข้อมูล ซึ่งแบ่งผลิตภัณฑ์ออกเป็นหลากหลายประเภท ได้แก่:
- สายใยแก้วนำแสง (Optical Fiber) ทำหน้าที่เป็นตัวกลางส่งสัญญาณแสง
- ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ Optical เช่น เลเซอร์ ตัวรับสัญญาณแสง และอุปกรณ์ควบคุมสัญญาณ
- Optical Module ตัวแปลงสัญญาณระหว่างไฟฟ้าและแสง
- ชุดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง (Optical Transceiver) สำหรับเชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์ใน AI Data Center และโครงข่ายความเร็วสูงถึง 1.6 Terabits per second (1.6T)

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ในแง่ของสถิติการลงทุนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แบ่งออกเป็นโครงการผลิตสายใยแก้วนำแสง 12 โครงการ มูลค่า 13,700 ล้านบาท การผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์สื่อสารด้วยแสง 47 โครงการ มูลค่า 19,500 ล้านบาท และการผลิตผลิตภัณฑ์สื่อสารด้วยแสงครบชุด 20 โครงการ มูลค่า 49,400 ล้านบาท สะท้อนถึงความพร้อมและห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร
ฐานการผลิตในประเทศไทยประกอบด้วยบริษัทชั้นนำระดับโลก เช่น ลูเมนตั้ม อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) เครือ Lumentum Holdings พันธมิตรของ Nvidia รวมถึง ซิเลซติกา (ประเทศไทย) และ ฟาบริเนท ผู้ผลิตชิ้นส่วนให้แก่ Nvidia, Cisco และ Amazon Web Services นอกจากนี้ยังมี เทราฮอป (ไทยแลนด์) และ อีออปโตลิงค์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นผู้ผลิต Optical Transceiver อันดับ 1-2 ของโลก ปัจจุบันมีการจ้างงานบุคลากรไทยรวมกันมากกว่า 20,000 คน
“การเติบโตของ AI Data Center, Cloud Computing และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ กำลังผลักดันให้เทคโนโลยีโฟโตนิกส์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว บีโอไอมุ่งส่งเสริมการลงทุนตลอดทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศการผลิตที่ครบวงจร”
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์
การที่บีโอไอให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมโฟโตนิกส์สะท้อนถึงการปรับตัวของประเทศไทยให้สอดคล้องกับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีระดับโลก เนื่องจากชิ้นส่วนอย่าง Optical Transceiver และสายใยแก้วนำแสงคือคอขวดสำคัญที่กำหนดความเร็วในการประมวลผลของ AI ดาต้าเซ็นเตอร์ การมีฐานการผลิตกลุ่มนี้ในประเทศจึงช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนขั้นสูงและยกระดับศักยภาพวิศวกรไทยให้ก้าวทันเทคโนโลยีแห่งอนาคต
นอกจากนี้ โครงการลงทุนส่วนใหญ่จำนวน 48 จาก 79 โครงการ หรือคิดเป็นร้อยละ 60 ยังกระจายตัวอยู่ในจังหวัดนอกเขตพื้นที่ EEC ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี สระบุรี สมุทรปราการ นครปฐม สมุทรสาคร ปราจีนบุรี และกรุงเทพมหานคร ซึ่งช่วยกระจายความเจริญและเพิ่มโอกาสการจ้างงานในภูมิภาค พร้อมเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรร่วมกับกระทรวง อว. เพื่อรองรับความต้องการแรงงานทักษะสูงในอนาคต
ที่มา: Techsauce
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น