Accor ขีดเส้นตายไตรมาส 3 ตัดสินใจเรื่อง IPO ของ Ennismore ยันถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 51%
Accor เตรียมเคาะแผนนำ Ennismore เข้าตลาดหุ้นภายในไตรมาส 3 ปี 2026 พร้อมประกาศกรอบชัดเจนว่าจะยังคงถือหุ้นใหญ่อย่างน้อย 51% เพื่อรวมงบการเงินทั้งหมด ท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Accor จะตัดสินใจเรื่องการนำ Ennismore เข้าตลาดหุ้นภายในสิ้นไตรมาส 3 ปี 2026 นี้
- ยืนยันถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 51% จากปัจจุบันที่ถืออยู่ 62% เพื่อรักษาสิทธิ์การรวมงบการเงิน
- ผลประกอบการครึ่งแรกปี 2026 สะดุดเล็กน้อยจากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางและยูเออี
- รูปแบบธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มที่เน้นการเช่าทำให้การประเมินมูลค่าซับซ้อนขึ้น
กลุ่มโรงแรมยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Accor กำลังเดินหน้าเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญในการตัดสินใจอนาคตของ Ennismore แบรนด์โรงแรมไลฟ์สไตล์ที่เป็นกิจการร่วมค้า (joint venture) โดย Sébastien Bazin ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Accor ได้เปิดเผยระหว่างการประชุมแถลงผลประกอบการครึ่งปีว่า ทางบริษัทจะทำการตัดสินใจขั้นเด็ดขาดว่าจะนำ Ennismore เสนอขายหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) หรือไม่ภายในสิ้นไตรมาสที่สามของปี 2026
แม้ว่ารูปแบบและโครงสร้างของการนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์จะยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา แต่ Bazin ได้เน้นย้ำอย่างหนักแน่นว่า ไม่ว่าแผนการในอนาคตจะออกมาในรูปแบบใด สัดส่วนการถือหุ้นของ Accor ใน Ennismore จะไม่มีทางลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ 51% อย่างเด็ดขาด โดยปัจจุบัน Accor ถือหุ้นอยู่ในสัดส่วน 62%
"การตัดสินใจยังไม่ได้ข้อสรุป และสิ่งที่ผมยืนยันกับคุณได้อย่างแท้จริงคือ ไม่มีสถานการณ์ใดที่ Accor จะถือหุ้น Ennismore ต่ำกว่า 51%"
Sébastien Bazin, ประธานและซีอีโอของ Accor
สาเหตุที่ Accor ให้ความสำคัญกับการรักษาสัดส่วนการถือหุ้นให้อยู่เหนือ 51% เป็นเพราะเหตุผลทางบัญชี หากสัดส่วนตกลงไปต่ำกว่าเกณฑ์ดังกล่าว Accor จะสามารถบันทึกได้เพียงกำไรตามสัดส่วนที่ถืออยู่เท่านั้น ซึ่งจะทำให้ตัวเลขผลกำไรที่รายงานต่อผู้ถือหุ้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ต่างจากการถือเกินครึ่งที่ทำให้สามารถรวมผลการดำเนินงานทั้งหมดของ Ennismore เข้ากับงบการเงินของบริษัทแม่ได้โดยตรง ซึ่ง Bazin เคยระบุไว้ว่าเป็นเครื่องมือสร้าง EBITDA ที่เติบโตเร็วที่สุดของเครือ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
การตัดสินใจผลักดัน Ennismore เข้าสู่ตลาดหุ้นท่ามกลางความท้าทายในตะวันออกกลางสะท้อนให้เห็นกลยุทธ์การปรับโครงสร้างธุรกิจของ Accor ที่พยายามขยายพอร์ตโฟลิโอสายไลฟ์สไตล์ให้เติบโตอย่างอิสระ ขณะเดียวกันก็ต้องบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อตัวเลข RevPAR ในภูมิภาคสำคัญอย่างยูเออี ซึ่งหากไม่รวมผลกระทบดังกล่าว ตัวเลข RevPAR ของ Ennismore ในช่วงเวลาเดียวกันควรจะเติบโตขึ้นถึง 10.3% แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ในตลาดอื่น
นอกจากนี้ ความท้าทายอีกประการหนึ่งในการเตรียมตัว IPO คือโมเดลธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มของ Ennismore ที่มักใช้สัญญาเช่า ซึ่งแตกต่างจากกลยุทธ์แบบ asset-light (เน้นรับบริหารไม่เน้นเป็นเจ้าของทรัพย์สิน) ทั่วไปของ Accor แม้โมเดลนี้จะมีความเสี่ยงสูงกว่า แต่ก็ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเช่นกัน ส่งผลให้นักวิเคราะห์ประเมินมูลค่าของบริษัทแยกเดี่ยว (standalone) ไว้กว้างตั้งแต่ 3,400 ล้านดอลลาร์ ไปจนถึง 5,800 ล้านดอลลาร์ โดยคาดว่าความชัดเจนทั้งหมดจะเกิดขึ้นพร้อมกับการตัดสินใจเรื่อง IPO ในช่วงต้นเดือนตุลาคมนี้
ที่มา: Skift
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น