ไทยต่อยอดเจ้าภาพไอเอ็มเอฟ-เวิลด์แบงก์ 2025: สปริงบอร์ดเศรษฐกิจ
รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เดินหน้าเปลี่ยนความสำเร็จจากการเป็นเจ้าภาพประชุมไอเอ็มเอฟ-เวิลด์แบงก์ ให้เป็นผลทางเศรษฐกิจจริงผ่านเทคโนโลยีเอไอ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ไทยเป็นเจ้าภาพประชุมใหญ่ประจำปีไอเอ็มเอฟ-เวิลด์แบงก์
- นายอนุทิน ชาญวีรกูล ชูไทยเป็นสะพานเชื่อมโยงตลาดและเทคโนโลยี
- มุ่งเปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นการลงทุนและการสร้างงานจริง
- เน้นนำเอไอเพิ่มผลิตภาพในภาคเกษตร ธุรกิจ และสาธารณสุข
การประชุมใหญ่ประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก หรือไอเอ็มเอฟ-เวิลด์แบงก์ ที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพ ได้ปิดฉากลงเรียบร้อยแล้ว โดยรัฐบาลเตรียมเดินหน้าแผนต่อยอดผลลัพธ์จากการจัดงานครั้งนี้ทันที เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว ไม่ใช่จบลงเพียงแค่ความสำเร็จด้านการบริหารจัดการงานอีเวนต์เท่านั้น
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้แสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่าต้องการให้ผลลัพธ์จากการประชุมครั้งนี้ขับเคลื่อนต่อไปอย่างเป็นรูปธรรม โดยวางตำแหน่งยุทธศาสตร์ให้ประเทศไทยทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมโยงที่สำคัญ ทั้งในมิติของตลาด เงินทุน เทคโนโลยี ตลอดจนศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลก ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตสภาพภูมิอากาศ และการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ ซึ่งเป็นปัจจัยบีบให้ประชาคมโลกต้องพึ่งพาอาศัยกันและกันมากยิ่งขึ้น

ภาพโดย Campaign Creators / Unsplash
การที่ประเทศไทยเสนอตัวเป็นจุดเชื่อมโยงหรือ Hub ในเวทีระดับโลกเช่นนี้ สะท้อนถึงความพยายามยกระดับบทบาทจากผู้รับความช่วยเหลือในอดีต สู่การเป็นผู้เล่นที่มีส่วนกำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ ซึ่งเปิดโอกาสให้ประเทศขนาดกลางอย่างไทยสามารถสร้างอำนาจต่อรองและดึงดูดห่วงโซ่อุปทานใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้นำรัฐบาลยังได้เน้นย้ำว่า แม้ตัวงานประชุมจะมีกำหนดการสิ้นสุดลง แต่มรดกทางความร่วมมือที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศสมาชิกจะยังคงอยู่ต่อไป โดยโจทย์สำคัญอันดับแรกของรัฐบาลคือการแปลงความเชื่อมั่นที่นานาชาติมอบให้ ให้กลายเป็นเม็ดเงินทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโดยตรง การจับคู่ธุรกิจ การบรรลุข้อตกลงความร่วมมือ การสร้างงานใหม่ๆ รวมถึงการยกระดับรายได้ให้แก่ประชาชน
เวทีระดับโลกครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนสปริงบอร์ดชิ้นสำคัญสำหรับการเติบโตในอนาคตของประเทศไทย โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องปัญญาประดิษฐ์กับเศรษฐกิจโลก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการแข่งขันในยุคถัดจากนี้ไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขเงินลงทุนด้านเอไอว่าประเทศใดดึงดูดได้มากที่สุด แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ความสามารถในการนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปเพิ่มผลิตภาพได้จริงในภาคปฏิบัติ
แนวทางดังกล่าวครอบคลุมถึงภาคธุรกิจ เกษตรกรรม สาธารณสุข การศึกษา และการพัฒนาทักษะแรงงาน โดยรัฐบาลมองว่าการลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เป้าหมายสูงสุดคือการดึงดูดให้เอสเอ็มอี เกษตรกร แรงงานไทย และผู้ประกอบการรายย่อย สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่คุณค่าใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยประโยชน์จากเอไออย่างแท้จริง
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น