IMF เตือน AI ทำให้แฮกธนาคารง่ายขึ้น ระบบการเงินโลกต้องเร่งรับมือใน 12 เดือน
IMF และผู้เชี่ยวชาญจาก Anthropic, BIS เตือน AI ทำให้การแฮกธนาคารง่ายและเร็วขึ้น สร้างช่องโหว่สะสมหลักแสนจุด ชี้ระบบการเงินต้องปรับตัวรับมือด่วนใน 12 เดือน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- AI ทำให้คนคนเดียวแฮกธนาคารเสร็จได้ในไม่กี่ชั่วโมง จากเดิมที่ต้องใช้ทีมงานทำนานเป็นเดือน
- โครงการ Glasswing ของ Anthropic สแกนพบคอมพิวเตอร์มีช่องโหว่ถึง 130,000 จุด และ 30,000 จุดในระดับร้ายแรง
- สถาบันการเงินพึ่งพาผู้ให้บริการไอทีภายนอกรายเดียวกัน ทำให้เกิดความเสี่ยงลามทั้งระบบ
- ผู้เชี่ยวชาญจาก IMF และ BIS เตือนระบบการเงินโลกมีเวลาเตรียมตัวรับมือภัยไซเบอร์นี้เพียง 12 เดือน
ในวงเสวนาว่าด้วย AI และความเสี่ยงทางไซเบอร์ในระบบการเงินซึ่งจัดโดย IMF มีผู้ทรงคุณวุฒิ 4 ท่านร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ได้แก่ Michael Sellitto หัวหน้าฝ่ายนโยบายเอเชียแปซิฟิกจาก Anthropic, Marlene Amstad ประธานหน่วยงานกำกับดูแลตลาดการเงินสวิส (FINMA), Paulo Picchetti รองผู้ว่าการธนาคารกลางบราซิล และ Andrea Maechler รองผู้จัดการทั่วไปของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) โดยทั้งหมดร่วมกันฉายภาพความท้าทายใหม่ที่ปัญญาประดิษฐ์กำลังสร้างแรงกระแทกต่อเสถียรภาพการเงินโลก
Michael Sellitto เปิดเผยว่า เทคโนโลยี AI ในปัจจุบันช่วยลดทอนความซับซ้อนของการเจาะระบบลงอย่างมาก งานแฮกที่เคยจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มแฮกเกอร์มือฉมังราว 1 หมื่นคนทั่วโลก ปัจจุบันกลับกลายเป็นเรื่องที่ใครก็ทำได้ผ่านเครื่องมือ AI ที่เข้าถึงง่าย งานเจาะระบบที่เคยต้องใช้เวลาร่วมเดือนถูกย่อเหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง ขณะที่มาตรการรักษาความปลอดภัยยังพัฒนาตามไม่ทัน ส่วน Marlene Amstad เสริมว่า มิจฉาชีพไม่ต้องอาศัย AI ซับซ้อน แค่ใช้เทคนิคปลอมเสียงหรือคลิปดีปเฟกก็สามารถหลอกเหยื่อได้อย่างรวดเร็วและเป็นวงกว้างในคราวเดียว
ความเร็วในการพัฒนาของ AI ยังถูกเปรียบเทียบกับการแพร่ระบาดของโรค โดยยกตัวอย่างโมเดล Claude ของ Anthropic ที่เข้ามารับหน้าที่เขียนโค้ดให้บริษัทเพิ่มขึ้นจากเกือบศูนย์ปีก่อน สู่ระดับกว่า 50% ในปัจจุบัน และอาจพุ่งถึง 90% ภายในปลายปีนี้ ด้วยความก้าวหน้าที่รวดเร็วเกินคาด ต้นปีที่ผ่านมา Anthropic จึงตัดสินใจระงับการปล่อยโมเดลใหม่สู่สาธารณะ เนื่องจากมีความสามารถในการหาช่องโหว่ระบบสูงเกินไป และจัดตั้งโครงการ Glasswing ขึ้นในเดือนเมษายน เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญภายนอกช่วยสแกนอุดรอยรั่วก่อนกลุ่มมิจฉาชีพจะฉวยโอกาส ผลปรากฏว่ามีการตรวจพบช่องโหว่รวมราว 1.3 แสนจุด โดยเป็นจุดวิกฤตถึง 3 หมื่นจุด แม้ AI จะช่วยค้นหาจุดอ่อนได้รวดเร็ว แต่กระบวนการแก้ไขยังคงต้องอาศัยกำลังคนและเวลา ทำให้ช่องโหว่ส่วนใหญ่ยังคงหลงเหลืออยู่

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
บริบทเพิ่มเติม: การที่สถาบันการเงินหันมาใช้โครงสร้างพื้นฐานและซอฟต์แวร์จากผู้ให้บริการภายนอก (Third-party vendors) มากขึ้น ทำให้เกิดปรากฏการณ์ 'Single Point of Failure' ซึ่งหากผู้ให้บริการรายใหญ่ถูกเจาะระบบ ความเสียหายจะกระจายตัวเป็นลูกโซ่ไปยังธนาคารหลายแห่งทันทีเหมือนกรณีโปรแกรม MOVEit ในอดีต สะท้อนว่าความเสี่ยงด้านไซเบอร์ยุคใหม่ไม่ได้มาจากตัวธนาคารเองเสมอไป
คำถามสำคัญคือช่องโหว่เพียงจุดเดียวสามารถลุกลามเป็นวิกฤตการเงินได้อย่างไร Marlene Amstad อธิบายกลไกความเสี่ยงไว้ 3 เส้นทางหลัก ได้แก่ ระบบหลักของธนาคารล่มจนธุรกรรมหยุดชะงัก, ซอฟต์แวร์ส่วนกลางที่ใช้ร่วมกันถูกเจาะพร้อมกันหลายแห่ง และผลกระทบจากข่าวลือที่ทำให้ผู้ฝากเงินแห่ถอนเงินสด สอดคล้องกับมุมมองของ Paulo Picchetti จากธนาคารกลางบราซิลที่ระบุว่า บราซิลเผชิญปัญหานี้ผ่านระบบโอนเงิน Pix ที่เปิดให้บริษัทภายนอกเชื่อมต่อเพื่อแข่งขัน ส่งผลให้บริษัทที่มีระบบรักษาความปลอดภัยอ่อนแอตกเป็นช่องทางให้โจรไซเบอร์เข้ามาขโมยเงินได้อย่างง่ายดาย ปัจจุบันโจรจึงเปลี่ยนจากการถือปืนปล้นธนาคารมาเป็นการโจรกรรมออนไลน์แทนเพราะมีความเสี่ยงถูกจับกุมน้อยกว่ามาก
ด้านมาตรการรับมือ ฝั่งธนาคารกลางบราซิลได้นำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติเพื่อตรวจจับความผิดปกติและแจ้งเตือนธนาคารพาณิชย์ได้ทันท่วงที ขณะที่ Andrea Maechler จาก BIS ยอมรับว่าธนาคารกลางขนาดเล็กยังเผชิญอุปสรรคเรื่องงบประมาณในการเข้าถึง AI คุณภาพสูง แต่เชื่อว่าช่องว่างนี้จะแคบลงเมื่อเครื่องมือป้องกันเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
"ระบบการเงินโลกต้องเร่งรับมือเรื่องนี้ภายใน 12 เดือนข้างหน้า ก่อนที่แฮกเกอร์จะนำหน้าระบบรักษาความปลอดภัยไปไกลกว่านี้"
ที่ประชุมผู้บริหารการเงินระดับโลกและผู้เชี่ยวชาญ IMF
ท้ายที่สุด ที่ประชุมมีมติสอดคล้องกันว่า ภาคส่วนการเงินทั่วโลกจำเป็นต้องยกระดับความพร้อมภายใน 1 ปีข้างหน้า โดยธนาคารต้องสำรวจและทำความเข้าใจเครือข่ายการพึ่งพาผู้ให้บริการภายนอกอย่างละเอียด พร้อมทั้งสร้างกลไกการส่งสัญญาณเตือนภัยร่วมกันทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์ผิดปกติ แทนการต่างคนต่างป้องกันเช่นในอดีต
ที่มา: Techsauce
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น