ถอดรหัสยุทธศาสตร์ ท่าเรือระนอง หรือ ปากบารา ประตูสู่อันดามันที่แท้จริง
วิเคราะห์เจาะลึกศักยภาพท่าเรือฝั่งอันดามัน ระหว่างระนองและปากบารา เมื่อความสำเร็จไม่ได้วัดแค่ทำเล แต่วัดที่ระบบโลจิสติกส์

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ประเทศไทยมีชายฝั่งอันดามันยาวกว่า 1,100 กิโลเมตร แต่ศักยภาพด้านการค้าระหว่างประเทศยังถูกใช้งานน้อย
- ปากบาราได้เปรียบเรื่องทำเลใกล้ช่องแคบมะละกาและรองรับเรือใหญ่ได้ดี
- ระนองเด่นด้านการเชื่อมโยงการค้ากับเมียนมาและพื้นที่รอบอ่าวเบงกอล
- ความสำเร็จของท่าเรือขึ้นอยู่กับปริมาณสินค้า ต้นทุน และระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยง ไม่ใช่แค่ตัวทำเล
เมื่อพูดถึงการพัฒนาประตูการค้าทางทะเลฝั่งอันดามันของไทย คำถามสำคัญอาจไม่ใช่การมองหาว่าจังหวัดใดมีความได้เปรียบมากกว่ากัน แต่อยู่ที่การกำหนดบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจนของท่าเรือแต่ละแห่ง ว่าเราต้องการให้เข้ามาทำหน้าที่อะไรในระบบเศรษฐกิจมหภาค
ประเทศไทยครอบครองแนวชายฝั่งทะเลอันดามันยาวมากกว่า 1,100 กิโลเมตร ทว่าบทบาทในเวทีการค้าระหว่างประเทศยังถือว่าน้อยกว่าศักยภาพที่มีอยู่จริง การผลักดันให้เกิดท่าเรือฝั่งอันดามันจึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อทำหน้าที่เปิดประตูสูมหาสมุทรอินเดีย เชื่อมโยงเส้นทางการค้ากับประเทศอินเดีย ภูมิภาคตะวันออกกลาง ทวีปแอฟริกา และยุโรปให้มีความสะดวกคล่องตัวมากขึ้น
นอกจากนี้ การมีท่าเรือฝั่งตะวันตกยังช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางเดินเรือหลักทางฝั่งอ่าวไทยแต่เพียงด้านเดียว หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินที่ส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งเดิม ประเทศไทยก็ยังมีทางเลือกสำรองในการเคลื่อนย้ายสินค้า
ในมุมมองด้านเศรษฐศาสตร์มหภาค การลงทุนเมกะโปรเจกต์ด้านคมนาคมอย่างท่าเรือน้ำลึก ไม่สามารถพิจารณาเพียงแค่ความกว้างของหน้าดินหรือความลึกของร่องน้ำได้ แต่ต้องมองภาพรวมของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งระบบ ตั้งแต่แหล่งผลิตสินค้า นิคมอุตสาหกรรม ไปจนถึงระบบรางและถนนที่รองรับการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transport) เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อสร้างเสร็จแล้วจะมีเรือเข้ามาเทียบท่าอย่างคุ้มค่าการลงทุน
อย่างไรก็ตาม การมีตัวท่าเรือเพียงอย่างเดียวไม่ได้การันตีว่าพื้นที่จะกลายเป็นศูนย์กลางการขนส่งระดับภูมิภาค สิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือสินค้าจะต้องมีที่มา และต้องมีผู้ใช้งานจริงอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จของท่าเรือวัดกันที่ปริมาณสินค้าและจำนวนเรือที่แวะเวียนเข้ามาใช้บริการ ไม่ใช่ขนาดของตัวโครงการ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ฐานสินค้าหลักจำเป็นต้องถูกป้อนมาจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทย รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านที่เชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมทางบก ทั้งเมียนมา หรือขยายไปถึง สปป. ลาว และจีนตอนใต้ ในขณะที่ฝั่งสายการเดินเรือจะตัดสินใจเข้าเทียบท่าก็ต่อเมื่อมีปริมาณสินค้าหนาแน่นพอ ต้นทุนมีความสามารถในการแข่งขัน ใช้เวลาเดินทางน้อย และเชื่อมต่อระบบโลจิสติกส์ภายในประเทศได้อย่างราบรื่น
หากวิเคราะห์ตามจุดเด่นเฉพาะตัว:
- ปากบารา: ได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งเพราะอยู่ใกล้ช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือหนาแน่นระดับโลก เรือที่วิ่งระหว่างเอเชียกับยุโรป ตะวันออกกลาง หรือแอฟริกา สามารถเบี่ยงมาเทียบท่าได้โดยใช้ระยะทางเพิ่มไม่มากนัก และมีศักยภาพรองรับเรือขนาดใหญ่
- ระนอง: ตั้งอยู่ห่างจากช่องแคบมะละกามากกว่า เปรียบเสมือนท่าเรือในซอยที่อาจไม่ดึงดูดสายการเดินเรือระหว่างประเทศสายหลัก แต่มีความโดดเด่นในการเชื่อมโยงการค้ากับเมียนมาและพื้นที่รอบอ่าวเบงกอล
บทเรียนจากต่างประเทศอย่างสิงคโปร์ชี้ให้เห็นว่า ความเป็นศูนย์กลางไม่ได้มาจากทำเลที่ดีอย่างเดียว แต่เกิดจากเครือข่ายโลจิสติกส์ครบวงจร ทั้งเขตปลอดอากร คลังสินค้า และระบบราง ส่วนมาเลเซียก็แสดงให้เห็นผ่านท่าเรือปีนังและพอร์ตกลัง ที่ไม่ได้แข่งกันเองจนเหลือรอดเพียงแห่งเดียว แต่เติบโตไปพร้อมกับฐานเศรษฐกิจของตน
ที่มา: Matichon Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น