รัฐบาลลุยรื้อกฎหมายกว่า 100 ฉบับ ปลดล็อกธุรกิจตามข้อเสนอเอกชน
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เร่งเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายกว่า 100 ฉบับตามข้อเสนอ กกร. หวังลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน คาดเห็นผลรูปธรรมใน 1-2 เดือนนี้

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- นายปกรณ์ นิลประพันธ์ ขับเคลื่อนการรื้อกฎหมายกว่า 100 ฉบับร่วมกับ กกร.
- มุ่งเน้นแก้ปัญหาตรงจุดตามข้อเสนอจากสภาอุตสาหกรรมและสภาหอการค้า
- จัดลำดับความสำคัญตามยุทธศาสตร์ 7 Leading Thailand เน้นท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม
- คาดว่าจะเห็นความชัดเจนและรูปธรรมภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า
เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าสำคัญในการปรับปรุงและแก้ไขกฎหมาย เพื่อยกระดับประสิทธิภาพรวมถึงขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย โดยระบุว่าขณะนี้ทางรัฐบาลได้เริ่มบูรณาการทำงานร่วมกับภาคเอกชน 3 สถาบันหลัก หรือ กกร. ผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อเร่งตรวจสอบกฎหมายตัวการสำคัญที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการทำธุรกิจ
สำหรับกฎหมายที่ทางภาคเอกชนได้ยื่นข้อเสนอให้เร่งทำการแก้ไขล่าสุดนั้นมีจำนวนรวมกว่า 100 ฉบับ โดยข้อเสนอส่วนใหญ่มาจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ซึ่งขั้นตอนในขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการจัดกลุ่มและจำแนกหมวดหมู่ให้ชัดเจน เพื่อประเมินว่ากฎหมายฉบับใดบ้างที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจและการแข่งขันของประเทศมากที่สุด

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
นายปกรณ์ยังได้อธิบายถึงแนวทางการทำงานในรอบนี้ว่าจะไม่มีการจัดทำเป็นแผนแม่บทขนาดใหญ่ เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวต้องใช้เวลานานและอาจไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยได้ขอร้องให้ทางภาคเอกชนระบุรายละเอียดให้ชัดเจนว่าบทบัญญัติหรือถ้อยคำใดในกฎหมายที่ไม่เหมาะสมและต้องได้รับการแก้ไขอย่างไร เมื่อได้ร่างข้อความที่รัดกุมแล้ว ทางรัฐบาลจะนำเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทันที
"เดิมคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ขณะนี้มีความคืบหน้าไปมากแล้ว คาดว่าอีก 1-2 เดือนจะเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น โดยต้องเร่งทำ เพราะเวลาไม่รอ วาระรัฐบาลเดินเร็ว และประเทศต้องการความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้"
นายปกรณ์ นิลประพันธ์
ในขั้นตอนถัดไป หลังจากผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและได้ข้อยุติที่ตรงกันแล้ว จะมีการนำเสนอหลักการเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีหรือ ครม. เพื่อมอบหมายอำนาจให้หน่วยงานเจ้า1ของกฎหมายนำไปดำเนินการแก้ไขตามระบบ โดยจะให้ความสำคัญกับเรื่องที่สามารถทำได้จริงและส่งผลดีต่อผู้ประกอบการโดยเร็วที่สุด นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้จัดลำดับความสำคัญตามยุทธศาสตร์ 7 Leading Thailand โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีผลต่อความสามารถในการแข่งขัน เช่น ภาคการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม เนื่องจากเอกชนสะท้อนปัญหาตรงกันว่าหากต้นทุนการดำเนินธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง ประเทศไทยจะเสียเปรียบในการแข่งขันกับชาติต่างๆ
การที่รัฐบาลเลือกใช้วิธีการแก้กฎหมายแบบเจาะจงรายประเด็นตามข้อเสนอของเอกชน แทนที่จะร่างแผนแม่บทขนาดใหญ่ สะท้อนถึงความพยายามในการตอบสนองต่อวิกฤตเศรษฐกิจและความเร่งด่วนทางนโยบาย อย่างไรก็ตาม การปลดล็อกข้อกฎหมายเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ความท้าทายที่แท้จริงยังคงอยู่ที่การจัดการกับต้นทุนเชิงโครงสร้าง เช่น ราคาพลังงาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนทุกภาคธุรกิจให้แข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น