Tony Pulis เผยเบื้องหลังยุค 70-80: เบียร์และหาดแบล็กพูล
Tony Pulis อดีตกุนซือชื่อดังย้อนเล่าความต่างของวัฒนธรรมสร้างความสัมพันธ์นักเตะยุคอดีตกับปัจจุบัน ชี้การเก็บตัวซ้อมชายหาดและดื่มเบียร์ช่วยสร้างทีมเวิร์ก

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Tony Pulis ชี้การพาผู้เล่นเก็บตัวต่างสถานที่ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างทีม
- เปรียบเทียบยุคปัจจุบันที่พำนักโรงแรมหรูในสเปนกับอดีตที่ซ้อมชายหาดแบล็กพูล
- วัฒนธรรมการดื่มเบียร์และพบปะสังสรรค์ในอดีตช่วยหลอมรวมนักเตะให้เป็นหนึ่งเดียว
- ความท้าทายของกุนซือยุคใหม่คือการรับมือกับปัญหาสมาธิหลุดจากโทรศัพท์มือถือ
แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนไป แต่วัตถุประสงค์ของการพาผู้เล่นไปเก็บตัวในสภาพแวดล้อมใหม่เพื่อใช้เวลาร่วมกันยังคงไม่เสื่อมคลาย Tony Pulis อดีตกุนซือชื่อดังได้สะท้อนมุมมองเกี่ยวกับเบื้องหลังการสร้างความสัมพันธ์ภายในทีมฟุตบอล โดยหยิบยกกรณีของ Roberto De Zerbi ผู้จัดการทีมคนปัจจุบันที่เพิ่งนำลูกทีมเก็บตัวฝึกซ้อมท่ามกลางอากาศอบอุ่นทางตอนใต้ของประเทศสเปน หลังจากที่ทอตแนมทุ่มงบประมาณกว่า 250 ล้านปอนด์เสริมทัพผู้เล่นใหม่ถึง 10 รายในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา
Pulis มองว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการซ้อมแท็กติกเช้าและเย็นเพื่อปรับจูนทีมชุดใหม่ แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้จัดการทีมได้สังเกตบุคลิกภาพที่แท้จริงของนักเตะแต่ละคนทั้งในและนอกสนาม ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนของขุมกำลังก่อนลงสนามแข่งขันจริง
การพาผู้เล่นไปเก็บตัวต่างถิ่นในช่วงต้นฤดูกาลหรือช่วงพักเบรกถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของผู้จัดการทีมฟุตบอลระดับพรีเมียร์ลีก เนื่องจากช่วยลดสิ่งรบกวนจากภายนอกและเร่งกระบวนการปรับตัวของแข้งป้ายแดงให้เข้ากับระบบของสโมสรได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งแตกต่างจากการสร้างทีมผ่านการใช้ชีวิตประจำวันตามปกติในสโมสร
เมื่อย้อนกลับไปสมัยที่เขายังคุมทีมสโต๊ก ซิตี้ หรือตอนเป็นผู้เล่นในอดีต วิถีปฏิบัติในการสร้างความสามัคคีนั้นแตกต่างจากปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง ในยุคทศวรรษ 1970 และ 1980 สโมสรไม่ได้เข้าพักในโรงแรมหรูระดับเฟิร์สคลาสหรือมีรถบัสสองคันคอยอำนวยความสะดวก แต่เป็นการเดินทางไปเก็บตัวที่เมืองแบล็กพูลเป็นเวลาสามวัน โดยเข้าพักในเกสต์เฮาส์ที่ต้องแชร์เตียงนอนขนาดสามส่วนสี่ร่วมกัน ซึ่งช่วยกระชับความสัมพันธ์ของคนในทีมได้อย่างคาดไม่ถึง
กิจวัตรประจำวันในยุคนั้นเริ่มต้นด้วยการวิ่งออกกำลังกายบนชายหาดทุกเช้า ก่อนจะลงเล่นฟุตบอลทีมละเจ็ดคนบนสนามในท้องถิ่นช่วงบ่าย หลังจากที่ช่วยกันเคลียร์มูลสุนัขออกจากสนามเสียก่อน ส่วนในช่วงค่ำ นักเตะได้รับอนุญาตให้ออกไปดื่มเบียร์ผ่อนคลายได้ตามอัธยาศัยโดยไม่มีการกำหนดเวลาเคอร์ฟิวที่เข้มงวด ยกเว้นเพียงข้อแม้เดียวคือต้องตื่นลงมาพร้อมลุยบนชายหาดอีกครั้งให้ทันเวลาแปดโมงเช้าของวันถัดไป

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
วัฒนธรรมการดื่มเบียร์ในหมู่ผู้เล่นถือเป็นเรื่องปกติทั่วไปในวงการฟุตบอลอังกฤษยุคนั้น ไม่เว้นแม้แต่สโมสรยักษ์ใหญ่อย่างลิเวอร์พูล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรืออาร์เซนอล ซึ่งต่างก็มีวัฒนธรรมการสังสรรค์หลังเกมการแข่งขันหรือหลังการฝึกซ้อมเช่นกัน สิ่งเหล่านี้ช่วยหลอมรวมให้นักฟุตบอลมีความใกล้ชิดกับสังคมทั่วไปมากกว่าการใช้ชีวิตอยู่ในโลกส่วนตัวที่ตัดขาดจากโลกภายนอกเช่นในปัจจุบัน
"ผมเคยหัวเสียแทบคลั่งเวลาเดินเข้าห้องอาหารแล้วเห็นกลุ่มเด็กๆ ก้มหน้ามองแต่มือถือโดยไม่พูดคุยปฏิสัมพันธ์กันเลย"
Tony Pulis
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่กุนซือยุคปัจจุบันต้องเผชิญคือการจัดการกับสิ่งรบกวนสมัยใหม่ โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือที่ Pulis ยอมรับว่าเขาคงปวดหัวไม่น้อยหากต้องเห็นลูกทีมหมกมุ่นอยู่แต่หน้าจอในยามรับประทานอาหารร่วมกัน ต่างจากอดีตที่แม้พวกเขาจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกน้อยกว่า แต่ความทรงจำเรื่องมิตรภาพและความสามัคคีในห้องแต่งตัวยังคงฝังแน่นอยู่ในความทรงจำตลอดมา
ที่มา: BBC Sport
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น