Vrbo ยกเว้นให้บางที่พักยังคงใช้ระบบสมาชิกรายปีได้
Vrbo เตรียมยกเลิกโมเดลสมาชิกรายปีในวันที่ 29 ตุลาคมนี้ โดยปรับให้ส่วนใหญ่ใช้ระบบคอมมิชชั่น 12% แต่ยังคงมีบางที่พักได้รับข้อยกเว้น

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Vrbo จะยุติโมเดลสมาชิกรายปีในวันที่ 29 ตุลาคมนี้ และบังคับให้ที่พักส่วนใหญ่เปลี่ยนไปใช้ระบบคอมมิชชั่น 12% ต่อการจอง
- มีที่พักจำนวนน้อยมากที่ไม่เปิดเผยตัวเลขซึ่งได้รับสิทธิ์ยกเว้นให้คงระบบสมาชิกเดิมไว้ได้ รวมถึงผู้ใช้งานระบบ Escapia PMS บางราย
- โฮสต์และผู้จัดการทรัพย์สินบางรายรายงานว่าระบบบล็อกการต่ออายุสมาชิกก่อนกำหนดเส้นตาย ส่งผลให้บัญชีถูกระงับชั่วคราว
- ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าโมเดลคอมมิชชั่น 12% ของ Vrbo ช่วยให้แพลตฟอร์มมีอัตราค่าบริการใกล้เคียงกับ Airbnb และ Booking.com
แพลตฟอร์มจองที่พักชื่อดังอย่าง Vrbo กำลังเตรียมตัวยุติโมเดลสมาชิกรายแบบดั้งเดิมในวันที่ 29 ตุลาคมนี้ ซึ่งจะส่งผลให้โฮสต์และผู้จัดการที่พักส่วนใหญ่ต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบหักค่าคอมมิชชั่นในอัตรา 12% ต่อการจองแต่ละครั้ง รวมค่าประมวลผลการชำระเงินแล้ว จากเดิมที่เคยเก็บค่าคอมมิชชั่นจากโฮสต์เพียง 5% เท่านั้น การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สร้างความกังวลให้กับผู้ให้บริการที่พักหลายรายที่มองว่าต้นทุนอาจสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม มีรายงานจากสำนักข่าว Skift ระบุว่าที่พักบางแห่งจะยังคงได้รับอนุญาตให้ใช้แผนสมาชิกรายปีต่อไปได้ โดยกลุ่มที่ได้รับข้อยกเว้นนี้ครอบคลุมถึงผู้ใช้งานระบบจัดการทรัพย์สินภายในองค์กรอย่าง Escapia และโฮสต์กลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ได้ใช้งานระบบ Escapia ทางตัวแทนของ Vrbo ได้ออกมาชี้แจงว่ามีที่พักจำนวนน้อยมากๆ ที่ผ่านเกณฑ์เงื่อนไขหลายข้อจนได้รับสิทธิ์คงอยู่ในระบบสมาชิกเดิม แต่ทางบริษัทปฏิเสธที่จะเปิดเผยตัวเลขที่แน่ชัดของจำนวนที่พักที่ได้รับข้อยกเว้น รวมถึงเกณฑ์การคัดเลือกดังกล่าว
ก่อนหน้านี้ สัดส่วนที่พักบน Vrbo ราว 12% ในสหรัฐอเมริกา และ 6% ในระดับโลก ยังคงใช้ระบบจ่ายค่าสมาชิกคงที่ประมาณ 699 ดอลลาร์ต่อปี ซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาจากยุค HomeAway โดยไม่สนว่าจะมีปริมาณการจองมากน้อยเพียงใด ผู้จัดการทรัพย์สินอย่าง Ginger Harrelson ได้คำนวณไว้ว่า ที่พักจำเป็นต้องสร้างยอดจองต่อปีประมาณ 5,825 ดอลลาร์ขึ้นไป โมเดลสมาชิกจึงจะคุ้มค่ากว่าการเสียค่าคอมมิชชั่น 12% ซึ่งลดลงมาจากจุดคุ้มทุนเดิมที่ราว 14,000 ดอลลาร์ภายใต้โมเดลคอมมิชชั่น 5% เก่า

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ความสับสนยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อโฮสต์หลายรายเปิดเผยว่าความพยายามในการต่ออายุสมาชิกของพวกเขาถูกระบบบล็อกก่อนจะถึงกำหนดเส้นตายในวันที่ 29 ตุลาคม ตัวอย่างเช่น โฮสต์รายหนึ่งสูญเงินถึง 19,500 ดอลลาร์ในการต่ออายุสำหรับที่พัก 28 แห่งที่ไม่สำเร็จ จนทำให้รายชื่อที่พักเหล่านั้นถูกระงับไปโดยปริยาย ซึ่งทางฝ่ายสนับสนุนพาร์ทเนอร์ของ Vrbo ก็ออกมายืนยันว่ามีการระงับการซื้อสมาชิกจริง
"A very small number of listings that met multiple criteria were grandfathered into the retired subscription model, because the subscription model is a legacy offering, partners can’t add new listings to it, regardless of their current model."
Vrbo
ในมุมมองของผู้ประกอบการรายอื่น การเปลี่ยนแปลงนี้กลับเป็นที่ยอมรับ ตัวอย่างเช่น Mary Beth Miles จาก Vacation Rental Collective ระบุว่าอัตราค่าคอมมิชชั่น 12% นั้นมีความสอดคล้องกับแนวปฏิบัติของแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์อื่นๆ โดยทำให้ Vrbo มีเรตค่าบริการใกล้เคียงกับ Booking.com และ Airbnb ที่มักเรียกเก็บอยู่ราว 15% ถึง 15.5% ทว่าความไม่โปร่งใสในการคัดเลือกผู้ได้รับข้อยกเว้นยังคงเป็นประเด็นที่โฮสต์ต้องการคำตอบที่ชัดเจนกว่านี้
การยกเลิกโมเดลสมาชิกรายปีของ Vrbo ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการปรับโครงสร้างธุรกิจของบริษัทในเครือ Expedia Group ให้สอดคล้องกับมาตรฐานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) ยุคปัจจุบัน การพึ่งพาค่าคอมมิชชั่นต่อการจองช่วยให้แพลตฟอร์มบริหารจัดการรายได้ได้แน่นอนและสอดคล้องกับปริมาณงานจริง แต่การเปลี่ยนผ่านกะทันหันและการจัดการที่ดูเหมือนไม่โปร่งใสในการให้ข้อยกเว้นแก่บางบัญชี ย่อมสร้างแรงกระแทกและความไม่พอใจให้แก่โฮสต์รายย่อยที่เคยได้ประโยชน์จากระบบเดิม ซึ่งอาจผลักดันให้โฮสต์เหล่านี้ต้องพิจารณาทางเลือกในการกระจายความเสี่ยงไปยังแพลตฟอร์มคู่แข่งรายอื่นเพิ่มเติม
ที่มา: Skift
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น