ครม.เคาะกรอบเจรจา COP 31 สุชาติย้ำเป้าหมาย Net Zero 2050
ครม. เห็นชอบกรอบเจรจาไทยในการประชุม COP 31 ณ สาธารณรัฐตุรกี เมื่อ 20 ต.ค. 2569 มุ่งปกป้องผลประโยชน์ พร้อมดัน Net Zero เป็นธรรม

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ครม.ไฟเขียวกรอบเจรจาไทยในเวที COP 31 ที่ตุรกี เมื่อ 20 ต.ค. 2569
- มุ่งเน้นปกป้องผลประโยชน์ชาติ รับมือภัยพิบัติ และเข้าถึงเงินทุนเทคโนโลยี
- ย้ำเป้าหมาย Net Zero ปี 2050 ต้องมีความเป็นธรรม ไม่เพิ่มภาระประชาชน
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกรอบท่าทีของประเทศไทย สำหรับใช้ในการเจรจาการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 31 หรือ COP 31 ซึ่งจะจัดขึ้นที่สาธารณรัฐตุรกี โดยกรอบดังกล่าวจะเป็นเข็มทิศให้คณะผู้แทนไทยใช้ต่อรองกับนานาชาติ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ และขับเคลื่อนความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมต่อคนไทยทุกคน
การกำหนดท่าทีเจรจาในครั้งนี้ไม่ได้จำกัดวงอยู่เพียงแค่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอุทกภัย ภัยแล้ง และภัยพิบัติธรรมชาติรูปแบบอื่น ๆ ที่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน
การประชุม COP (Conference of the Parties) ถือเป็นเวทีระดับโลกที่ประเทศสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมารวมตัวกันเพื่อกำหนดนโยบายและมาตรการร่วมกัน การที่ ครม. ไทยต้องเคาะกรอบเจรจาล่วงหน้าสะท้อนถึงความพยายามในการบล็อกข้อเสนอที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมภายในประเทศ พร้อมทั้งเรียกร้องสิทธิประโยชน์ด้านกองทุนสนับสนุนจากชาติตะวันตกตามหลักความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่าง (Common but Differentiated Responsibilities)

ภาพโดย Austin Distel / Unsplash
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เทคโนโลยีสีเขียว และองค์ความรู้จากความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อนำมาต่อยอดในการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า ยกระดับขีดความสามารถในการรับมือภัยพิบัติ และช่วยให้ภาคธุรกิจรวมถึงประชาชนทั่วไปสามารถปรับตัวรับมือกับบริบทเศรษฐกิจสีเขียวได้อย่างราบรื่น
นายสุชาติ กล่าวย้ำด้วยว่า เป้าหมายการบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2050 จะต้องดำเนินการบนพื้นฐานของความยุติธรรม โดยคำนึงถึงความพร้อมและข้อจำกัดทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ประเทศพัฒนาแล้วควรมีบทบาทนำในการสนับสนุนทรัพยากรและเทคโนโลยีให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา เพื่อไม่ให้ภาระค่าใช้จ่ายในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมตกเป็นภาระหนักเกินไปของประชาชนในประเทศ
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น