สมาพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย หนุนแก้ พ.ร.บ. สสส.
นายสมบูรณ์ แก้วเกรียงไกร ประธาน TABF ยื่นหนังสือถึง นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.พรรคประชาชน เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม หนุนปรับระบบจัดสรรเงินภาษีสุราและยาสูบ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- TABF ยื่นหนังสือหนุนแก้ พ.ร.บ. สสส. วันที่ 20 ตุลาคม
- เสนอให้นำเงินภาษีเข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดินเพื่อความโปร่งใส
- แนะเก็บภาษีสุราชุมชนตามสัดส่วนผลกระทบและกำลังการผลิต
- นายเท่าพิภพรับเรื่องเตรียมพิจารณาในคณะกรรมาธิการฯ
เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม นายสมบูรณ์ แก้วเกรียงไกร ประธานสมาพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย (TABF) พร้อมด้วย ดร.วิทธิลักษณ์ จันทร์ธนสมบัติ เลขาธิการสมาพันธ์ และผู้แทนเครือข่ายสุราชุมชน ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร
การเข้าพบและยื่นหนังสือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงจุดยืนเห็นด้วยต่อการแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 โดยเฉพาะในประเด็นการปรับปรุงระบบจัดเก็บและจัดสรรเงินบำรุงกองทุนที่มาจากภาษีสุราและยาสูบ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ทางสมาพันธ์ฯ ได้ชี้แจงว่าเป้าหมายของการเสนอปรับปรุงระบบดังกล่าวคือ เพื่อให้การใช้เงินภาษีของประชาชนมีความสอดคล้องกับหลักวินัยการเงินการคลังของรัฐและระบบงบประมาณแผ่นดินอย่างแท้จริง โดยยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะคัดค้านนโยบายการสร้างเสริมสุขภาพของประชาชนแต่อย่างใด
"เงินภาษีที่จัดเก็บจากประชาชนควรเข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดิน เพื่อให้การใช้จ่ายได้รับการกำกับดูแลอย่างถูกต้อง เงินทุกบาททุกสตางค์ควรใช้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส"
นายสมบูรณ์ แก้วเกรียงไกร
นายสมบูรณ์ระบุเพิ่มเติมว่า หากหน่วยงานใดนำเงินภาษีไปใช้แล้วผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่คุ้มค่ากับเม็ดเงินที่ลงทุนไป ย่อมอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อระบบในระยะยาวได้ การนำงบประมาณเข้าสู่ระบบส่วนกลางจึงช่วยให้เกิดการตรวจสอบที่รัดกุมขึ้น
การแก้ไข พ.ร.บ. กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ถือเป็นประเด็นข้อถกเถียงสำคัญในเชิงนโยบายสาธารณะและการคลังของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน เนื่องจาก สสส. ได้รับการจัดสรรเงินสนับสนุนในรูปแบบกองทุนนอกงบประมาณที่มาจากภาษีบาป (สุราและยาสูบ) ในอัตราร้อยละ 2 ของภาษีสรรพสามิต เพื่อใช้ขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพโดยเฉพาะ การที่ภาคเอกชนและผู้ประกอบการสุราชุมชนออกมาขับเคลื่อนให้ดึงเงินส่วนนี้เข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดิน จึงสะท้อนมุมมองเรื่องการจัดระเบียบวินัยการเงินการคลังและการตรวจสอบความโปร่งใสที่เข้มงวดขึ้นตามระบบราชการปกติ
ด้าน ดร.วิทธิลักษณ์ ได้กล่าวเสริมในประเด็นอัตราภาษีว่า การจัดเก็บภาษีจากผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ควรเป็นไปตามหลักความเป็นธรรม โดยผู้ผลิตที่ก่อผลกระทบต่อสุขภาพมากควรต้องจ่ายมาก ในขณะที่ผู้ผลิตที่ก่อผลกระทบน้อยควรจ่ายน้อยกว่า ดังนั้น ผู้ผลิตสุราชุมชนที่มีกำลังการผลิตขนาดเล็กจึงไม่ควรถูกจัดเก็บภาษีในอัตราเดียวกันกับผู้ผลิตสุรารายใหญ่
ในส่วนของตัวแทนฝั่งการเมือง นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ได้กล่าวภายหลังรับมอบหนังสือว่า ทางคณะทำงานจะนำหนังสือและข้อเสนอทั้งหมดของทางสมาพันธ์ฯ ไปพิจารณาร่วมกันต่อในคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมต่อไป
ที่มา: Matichon Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น