อนุทิน ลั่นเร่งโอนเงินเยียวยาน้ำท่วม 10,508 ล. ไม่รอสถานการณ์คลี่คลาย
นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เผย ครม.อนุมัติงบ 10,508 ล้านบาท เร่งโอนเงินเยียวยาน้ำท่วมให้ประชาชนทยอยรับได้ทันที ไม่ต้องรอให้สถานการณ์สิ้นสุด พร้อมแจงเกณฑ์ละเอียดหลังชาวหาดใหญ่กังวลน้ำท่วมซ้ำ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ครม.อนุมัติงบเยียวยาน้ำท่วมก้อนโต 10,508 ล้านบาทเพื่อช่วยเหลือประชาชน
- ยืนยันทยอยโอนเงินเยียวยาต่อเนื่องทันทีโดยไม่ต้องรอให้สถานการณ์คลี่คลาย
- ย้ำกระบวนการคัดกรองต้องละเอียดรอบคอบเพื่อให้ความเป็นธรรมทุกหลังคาเรือน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย หลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบอนุมัติงบประมาณวงเงินกว่า 10,508 ล้านบาทเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยยืนยันว่ารัฐบาลจะเร่งดำเนินการโอนเงินช่วยเหลือให้ถึงมือประชาชนอย่างรวดเร็วที่สุดโดยไม่มีการรอคอยให้สถานการณ์น้ำท่วมจบลงหรือรอให้รวบรวมข้อมูลเสร็จสิ้นทั้งจังหวัดเหมือนในอดีตที่ผ่านมา
การชี้แจงดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ณ อาคารรัฐสภา หลังจากที่ประชาชนในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ได้แสดงความกังวลใจอย่างมากต่อสถานการณ์ภัยพิบัติที่อาจจะหวนกลับมาสร้างความเสียหายซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง ซึ่งทางนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลได้เตรียมมาตรการป้องกันไว้อย่างเต็มที่และรัดกุมที่สุดแล้ว

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
สำหรับขั้นตอนการจ่ายเงิน นายอนุทินอธิบายว่า ทันทีที่กระบวนการสำรวจความเสียหายเสร็จสิ้นและมีการส่งข้อมูลเข้ามายังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทยอยโอนเงินช่วยเหลือลงมาเรื่อยๆ ทันที ผู้ที่เข้าเกณฑ์การช่วยเหลือสามารถเดินทางมาขึ้นทะเบียนได้ โดยจะมีระบบกลไกการคัดกรองอย่างเข้มงวดเพื่อตรวจสอบว่าไม่ได้รับเงินซ้ำซ้อนและมีความเดือดร้อนจริง
การปรับเปลี่ยนแนวทางการจ่ายเงินเยียวยาโดยไม่รอให้สถานการณ์คลี่คลายทั้งหมด ถือเป็นความพยายามของภาครัฐในการลดระยะเวลาความเดือดร้อนของประชาชนให้สั้นลง เนื่องจากในอดีตขั้นตอนการรอสรุปยอดความเสียหายระดับจังหวัดมักใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน กว่าเงินช่วยเหลือจะถึงมือผู้ประสบภัย การทยอยอนุมัติและโอนเป็นรายพื้นที่หรือรายแปลงจึงช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ครัวเรือนฟื้นตัวได้เร็วยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษาในพื้นที่จริง เช่น กรณีที่ดินแปลงเดียวกันและมีเจ้าของคนเดียวกันแต่มีบ้านปลูกสร้างอยู่จำนวน 4 หลัง ซึ่งจะต้องมีกระบวนการตีความและจำแนกสถานะอย่างชัดเจนว่าเป็นผู้เช่าหรือเจ้าของบ้าน เพื่อประเมินระดับความเดือดร้อนและเกณฑ์การรับสิทธิ์อย่างละเอียดรอบคอบ ป้องกันความผิดพลาดและสร้างความมั่นใจว่าทุกครัวเรือนจะได้รับความเป็นธรรมเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น