A-GSEMI: กองทุนรวมเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกกองแรกในไทย
ทำความรู้จัก A-GSEMI จาก บลจ.แอสเซท พลัส กองทุนรวมไทยกองแรกที่พาไปเกาะติดห่วงโซ่อุปทานชิปทั่วโลกผ่าน iShares MSCI Global Semiconductors UCITS ETF

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ยอดขายชิปโลกปี 2030 คาดพุ่งแตะ 3.38 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือโต 4.3 เท่าใน 5 ปี
- Data Center ทั่วโลกเผชิญวิกฤตขาดแคลนพื้นที่ โดยปี 2030 ต้องการใช้ไฟสูงถึง 220 GW
- A-GSEMI คือกองทุนรวมเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกกองแรกในไทย บริหารโดย บลจ.แอสเซท พลัส
- ลงทุนผ่าน Feeder Fund ใน iShares MSCI Global Semiconductors UCITS ETF ของ BlackRock
เมื่อโลกเคลื่อนตัวเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ ชิปหรือเซมิคอนดักเตอร์กลายเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรม โดยหากย้อนดูเส้นทางในอดีต ยอดขายชิปทั่วโลกขยับจากประมาณ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 1990 สู่ระดับ 4.4 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2020 ก่อนที่คลื่นลูกใหญ่อย่าง Generative AI จะเข้ามาเร่งอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดด
กระแสความต้องการใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ยอดขายชิปในปี 2025 ทะยานขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 7.96 แสนล้านดอลลาร์ และถูกคาดการณ์ว่าจะพุ่งสูงถึง 3.38 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 คิดเป็นการเติบโตถึง 4.3 เท่าภายในระยะเวลาเพียง 5 ปี ซึ่งเป็นอัตราเร่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ทุกคำสั่งใช้งาน AI จะต้องถูกส่งไปประมวลผลยัง Data Center ศูนย์กลางเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ที่บรรจุชิปนับล้านตัว ยิ่งผู้ใช้งานมีจำนวนมากเท่าใด ศูนย์ข้อมูลเหล่านี้ก็ยิ่งต้องขยายตัวตาม ทว่าข้อมูลจาก JLL ระบุว่าสถานการณ์ปัจจุบันกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนอย่างรุนแรง โดยในปี 2030 ความต้องการใช้งานจะสูงถึง 220 กิกะวัตต์ (GW) แต่พื้นที่รองรับกลับมีเพียง 137 กิกะวัตต์เท่านั้น
เพื่อรับมือกับวิกฤตดังกล่าว กลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลกอย่าง Amazon, Microsoft, Alphabet, Meta และ Oracle จึงต้องเร่งอัดฉีดงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยในปี 2026 งบลงทุนคาดว่าจะพุ่งแตะ 8.06 แสนล้านดอลลาร์ หรือเติบโตขึ้น 96% จากปีก่อนหน้า และจะขยับขึ้นเป็น 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2027 พร้อมกันนี้ สัดส่วนงบซื้อชิปประมวลผลใน Data Center ยังเพิ่มขึ้นจาก 43% ในปี 2022 สู่คาดการณ์ 60% ในปี 2027

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
อย่างไรก็ตาม การสร้างชิป AI หนึ่งตัวไม่ได้อาศัยโรงงานเพียงแห่งเดียว แต่ต้องเดินทางผ่านห่วงโซ่อุปทานระดับโลก เริ่มต้นจากการออกแบบในสหรัฐฯ โดย Nvidia, AMD และ Broadcom ตามด้วยเครื่องจักรผลิตความแม่นยำสูงจากสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และ ASML จากเนเนเธอร์แลนด์ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่อง EUV รายเดียวในโลก รวมถึงวัตถุดิบแผ่นเวเฟอร์จากไต้หวัน จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ก่อนส่งต่อไปยังโรงงานรับจ้างผลิตอย่าง TSMC และขั้นตอนการบรรจุภัณฑ์โดย ASE และ Teradyne
การกระจายตัวของกระบวนการผลิตชิปทั่วโลกแสดงให้เห็นว่าความสำเร็จของอุตสาหกรรม AI ไม่ได้พึ่งพิงบริษัทใดบริษัทหนึ่ง การลงทุนในลักษณะกระจายความเสี่ยงครอบคลุมตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานจึงเป็นแนวทางที่ช่วยให้นักลงทุนเข้าถึงโอกาสการเติบโตได้อย่างมั่นคงและลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัว
โจทย์ความซับซ้อนนี้จึงนำมาสู่การเปิดตัว A-GSEMI หรือกองทุนเปิด เอแทรคเกอร์ส โกลบอล เซมิคอนดักเตอร์ จาก บลจ.แอสเซท พลัส ซึ่งถือเป็นกองทุนรวมในไทยกองทุนแรกที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกได้ครบจบในกองทุนเดียว
กองทุนดังกล่าวใช้รูปแบบ Feeder Fund ที่เน้นบริหารแบบ Passive เพื่อสร้างผลตอบแทนสอดคล้องกับดัชนีอ้างอิง โดยเข้าไปลงทุนในกองทุนหลัก iShares MSCI Global Semiconductors UCITS ETF ภายใต้การบริหารของ BlackRock ซึ่งมีขนาดสินทรัพย์กองทุนหลักราว 6.63 พันล้านดอลลาร์ และครอบคลุมหุ้นผู้นำกลุ่มชิปและเครื่องจักรราว 260 ตัวทั่วโลกผ่านเกณฑ์คัดกรอง ESG
ที่มา: Techsauce
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น