American Airlines คาดขาดทุนปี 2026 แต่เล็งทำกำไรปี 2027
Robert Isom ซีอีโอ American Airlines เผยบริษัทเตรียมกลับมาทำกำไรในปี 2027 แม้เผชิญต้นทุนน้ำมันพุ่งสูงถึง 7 พันล้านดอลลาร์ในปีนี้

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- American Airlines คาดว่าจะขาดทุนลึกขึ้นในปี 2026 เนื่องจากราคาน้ำมันพุ่งสูงสุดถึง 4.70 ดอลลาร์ต่อแกลลอนในไตรมาสที่ 4
- ซีอีโอ Robert Isom ยืนยันว่าบริษัทจะกลับมามีกำไรได้ในปี 2027 หากไม่มีภาระต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้นถึง 7 พันล้านดอลลาร์
- สายการบินเดินหน้าลงทุนยกระดับประสบการณ์ผู้โดยสารกลุ่มพรีเมียม ทั้งติดตั้ง Starlink จอหลังเบาะ และเพิ่มที่นั่งพิเศษ
- แผนธุรกิจปี 2027 จะชะลอการเติบโตเพื่อปกป้องผลกำไร พร้อมดันรายได้ไตรมาส 4 พุ่ง 19.5% ถึง 22.5%
American Airlines สายการบินยักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกัน กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญเมื่อซีอีโอ Robert Isom ออกมาเปิดเผยในการประชุมทางโทรศัพท์กับเหล่านักวิเคราะห์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า สายการบินคาดว่าจะปิดงบปีด้วยตัวเลขขาดทุนที่ลึกขึ้น โดยมีปัจจัยหลักมาจากภาระต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี
Robert Isom ระบุชัดเจนว่า ค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันของสายการบินได้ทะยานขึ้นถึง 7 พันล้านดอลลาร์ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาของปีนี้ โดยในไตรมาสที่ 4 สายการบินคาดว่าจะต้องจ่ายค่าน้ำมันสูงถึง 4.70 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวคืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้สายการบินพลาดเป้ากำไร แต่หากตัดภาระส่วนนี้ออกไป สายการบินจะมีผลประกอบการที่เป็นกำไรอย่างแข็งแกร่ง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
แม้จะเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงาน แต่ผู้บริหารระดับสูงรายนี้ยังคงแสดงความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่า สายการบินจะสามารถพลิกกลับมาทำกำไรได้อีกครั้งภายในปี 2027 โดยขับเคลื่อนด้วยผลลัพธ์จากการลงทุนในกลุ่มผู้โดยสารพรีเมียม ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าเป็นแหล่งทำกำไรหลักของอุตสาหกรรมการบินในช่วงที่ผ่านมา พร้อมทั้งเตรียมชะลออัตราการเติบโตในปี 2027 เพื่อรักษาสถานะทางการเงินหากราคาน้ำมันยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง
ในด้านกลยุทธ์การดำเนินงาน American Airlines ได้ทุ่มงบประมาณยกระดับบริการผ่านโครงการต่างๆ เช่น การติดตั้งอินเทอร์เน็ต Starlink ทั่วฝูงบิน การเพิ่มจอภาพหลังเบาะในเครื่องบินลำตัวแคบสำหรับเส้นทางภายในประเทศ การขยายสัดส่วนที่นั่งพรีเมียม การปรับปรุงของว่างในชั้นโดยสารหลัก การเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศใหม่ๆ และการยกเลิกนโยบายการปฏิเสธการขึ้นเครื่องเนื่องจากที่นั่งเต็ม (involuntary bumping) ซึ่งมาตรการเหล่านี้ส่งผลให้คาดการณ์รายได้ในไตรมาสที่ 4 เติบโตขึ้น 19.5% ถึง 22.5%
"เราคิดว่าเราสามารถทำกำไรได้ในปีหน้า และนั่นขับเคลื่อนโดยสิ่งที่เราได้เห็นในปีนี้ เรามีค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันที่เพิ่มขึ้น 7 พันล้านดอลลาร์ตลอดช่วงปี แต่ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุนั้น เราคงจะมีกำไรอย่างแข็งแกร่งไปแล้ว"
Robert Isom, ซีอีโอ American Airlines
นอกจากนี้ Nat Pieper ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพาณิชย์ ได้เสริมว่าทิศทางในอนาคตจะมุ่งเน้นไปที่การเติบโตในตลาดต่างประเทศ รวมถึงความร่วมมือทางธุรกิจกับสายการบินพาร์ทเนอร์อย่าง Alaska Airlines, IAG, JAL และ Qantas ขณะที่ด้านกำลังการผลิตในไตรมาสที่ 4 ถูกคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 5.5% ถึง 6.5% ซึ่งสูงกว่าคู่แข่งอย่าง Delta Air Lines และ United Airlines ที่คาดว่าจะเติบโตราว 2% โดยส่วนต่างนี้มาจากการฟื้นฟูศูนย์กลางการบินในเมืองชิคาโก ไมอามี ฟิลาเดลเฟีย และฟีนิกซ์
บริบทเพิ่มเติม: อุตสาหกรรมการบินพาณิชย์มักมีความเปราะบางต่อความผันผวนของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนต้นทุนก้อนใหญ่ที่สุดอันดับต้นๆ ของสายการบิน การที่ American Airlines เลือกกลยุทธ์เจาะกลุ่มผู้โดยสารพรีเมียมควบคู่กับการควบคุมกำลังการผลิตสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวเพื่อรับมือกับต้นทุนผันแปร โดยอาศัยเทคโนโลยีและบริการเสริมอย่างอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง Starlink มาสร้างความแตกต่างและเพิ่มอำนาจในการกำหนดราคาตั๋วโดยสารท่ามกลางภาวะแข่งขันสูง
ในประเด็นเรื่องราคาบัตรโดยสาร Isom เผยว่ายังมีช่องว่างให้สายการบินสามารถปรับขึ้นราคาได้อีก และการปรับราคาขึ้นในช่วงที่ผ่านมาได้ช่วยดึงราคาตั๋วเครื่องบินกลับมาอยู่ในระดับเทียบเท่ากับช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ที่มา: Skift
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น