ยุโรปเผชิญวิกฤตอากาศร้อน 2026: ยอดตายพุ่งทะลุ 50,000 ราย
งานวิจัยชี้อากาศร้อนจัดในยุโรปช่วงฤดูร้อนปี 2026 ครคร่าชีวิตกว่า 50,000 ราย ด้านปารีสอุณหภูมิแตะ 30 องศาฯ นาน 47 วัน ส่งผลกระทบภาคท่องเที่ยว

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- งานวิจัย Nature Health เผยยอดเสียชีวิตจากความร้อนในยุโรปฤดูร้อน 2026 ทะลุ 50,000 ราย
- นักวิจัยระบุว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีส่วนรับผิดชอบราวสองในสามของตัวเลขดังกล่าว
- กรุงปารีสบันทึกอุณหภูมิเกิน 30 องศาเซลเซียสยาวนานถึง 47 วัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์
- ภาคธุรกิจโรงแรมชี้ต้นทุนการติดตั้งระบบความเย็นและปรับปรุงอาคารเป็นภาระหนักสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย
วิกฤตการณ์คลื่นความร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ กำลังสร้างแรงกดดันครั้งใหญ่ให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทวีปยุโรป ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่ยังไม่มีความพร้อมด้านระบบปรับอากาศ โดยสถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของความสะดวกสบายอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นปัญหาความปลอดภัยที่ต้องเร่งปรับตัวอย่างจริงจัง
ผลการศึกษาชิ้นใหม่จากสองสถาบันที่เตรียมตีพิมพ์ในวารสาร Nature Health ประเมินว่า อากาศร้อนจัดในช่วงฤดูร้อนปี 2026 ได้คร่าชีวิตผู้คนในเขตเมืองทั่วทวีปยุโรปไปมากกว่า 50,000 ราย โดยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีสาเหตุหลักมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เป็นปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสูญเสียราวสองในสามของทั้งหมด ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าสถิติในช่วงฤดูร้อนที่เลวร้ายที่สุดในอดีตอย่างปี 2003 และปี 2022 ที่เคยมีผู้เสียชีวิตราว 28,000 และ 29,000 รายตามลำดับ
การวิเคราะห์ครอบคลุมพื้นที่เมือง 854 แห่งใน 30 ประเทศ ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกสหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร นอร์เเวป และสวิตเซอร์แลนด์ คิดเป็นร้อยละ 40 ของประชากรทั้งหมด เมืองท่องเที่ยวชื่อดังหลายแห่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่องการขาดแคลนพื้นที่ร่มเงาและระบบปรับอากาศ ซึ่งกลายเป็นประเด็นข้อถกเถียงระหว่างมาตรการรักษาสิ่งแวดล้อมและความสะดวกสบายของผู้คน ขณะที่ ดร. แคลร์ บาร์นส์ จากอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน ระบุว่า นักท่องเที่ยวที่เดินทางลงใต้ในช่วงฤดูร้อนอาจไม่มีความพร้อมในการรับมือกับอุณหภูมิที่สูงอันตรายในแถบยุโรปใต้และตะวันออกเฉียงใต้

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ในกรุงปารีส อุณหภูมิพุ่งสูงเกิน 30 องศาเซลเซียสถึง 47 วัน ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลในปี 1947 สถานการณ์ดังกล่าวทำให้สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่างพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์และหอไอเฟลต้องปิดให้บริการชั่วคราว รวมถึงการยกเลิกงานจัดเทศกาลอย่างโซลิดาส์และการเดินขบวนไพรด์ นอกจากนี้ ยอดการเข้าพักค้างแรมยังลดลงร้อยละ 7.2 ระหว่างคลื่นความร้อนในวันที่ 7-13 กรกฎาคม หลังจากที่เคยเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4 ในช่วงคลื่นความร้อนเดือนมิถุนายน
"ระบบทำความเย็น ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการปรับปรุงอาคาร ถือเป็นความท้าทายทางการเงินสำหรับธุรกิจโรงแรมขนาดเล็ก"
แจสเปอร์ โดเบอร์ โฆษกของ HOTREC
วิกฤตการณ์คลื่นความร้อนในยุโรปสะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในภาพกว้างเท่านั้น แต่ยังเริ่มเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการท่องเที่ยวระดับมหภาค (Macro-tourism trends) นักท่องเที่ยวเริ่มมองหาจุดหมายปลายทางในเขตหนาวหรือที่เรียกว่า 'Coolcation' มากขึ้น ขณะที่เมืองท่องเที่ยวหลักในยุโรปใต้จำเป็นต้องเร่งลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ มิฉะนั้นอาจเผชิญกับความเสี่ยงด้านรายได้จากการท่องเที่ยวในระยะยาว
ทางด้าน ฮ็อตเร็ค (HOTREC) สมาคมโรงแรม ร้านอาหาร และคาเฟ่ในยุโรป ผ่านทางโฆษก แจสเปอร์ โดเบอร์ ระบุว่า ปัญหาความร้อนได้กลายเป็นข้อกังวลด้านสุขภาพและความปลอดภัยที่ทวีความรุนแรงขึ้นสำหรับทั้งแขกผู้เข้าพักและพนักงาน อย่างไรก็ตาม เขามีความเห็นว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่ายอดจองห้องพักในฤดูร้อนปี 2027 จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากคลื่นความร้อน
ทั้งนี้ คณะผู้วิจัยแนะนำให้เมืองต่าง ๆ เร่งนำระบบเตือนภัยสุขภาพจากความร้อนมาใช้ จัดเตรียมพื้นที่ร่มเย็นสาธารณะ และปรับปรุงอาคารด้วยการติดตั้งระบบปรับอากาศในพื้นที่ส่วนกลางเพื่อความปลอดภัยในระยะยาว
ที่มา: Skift
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น