เจาะลึกระบบบำนาญ UK: เปรียบเทียบกับประเทศอื่นและอนาคต
รายงานจาก BBC Business เผยสถิติเงินบำนาญแห่งรัฐของสหราชอาณาจักรเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว พร้อมแผนปรับสูตร Triple Lock ของ Andy Burnham

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ระบบบำนาญแห่งรัฐของ UK เผชิญความท้าทายด้านต้นทุนและความยั่งยืนในระยะยาว
- อัตราทดแทนรายได้บำนาญของ UK อยู่ที่ 54.2% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มประเทศร่ำหาที่ 63.2%
- Andy Burnham เตรียมปรับเปลี่ยนสูตร Triple Lock ในปี 2030 เพื่อคุมงบประมาณ
- ช่องว่างเงินบำนาญระหว่างเพศใน UK ทำให้ผู้หญิงได้รับเงินน้อยกว่าผู้ชายถึงหนึ่งในสาม
การเตรียมตัวสำหรับวัยเกษียณกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสหราชอาณาจักร ท่ามกลางคำถามสำคัญว่าระบบบำนาญแห่งรัฐของประเทศมีความคุ้มค่าและยืนหยัดได้แค่ไหนเมื่อเทียบกับชาติพัฒนาแล้วอื่นๆ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากสูตร Triple Lock ที่นำมาใช้ตั้งแต่ปี 2011 ซึ่งกำหนดให้เงินบำนาญปรับเพิ่มขึ้นตามอัตราสูงสุดระหว่างเงินเฟ้อ การเติบโตของค่าจ้าง หรือ 2.5% ส่งผลให้ผลประโยชน์นี้เติบโตเร็วกว่ารายได้ของวัยทำงานทั่วไปอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนในการรักษาระบบ Triple Lock นี้ทำให้รัฐต้องแบกรับภาระงบประมาณมหาศาล และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอีกในอนาคต จนเกิดเป็นข้อถกเถียงถึงความยั่งยืนและความเป็นธรรม ในขณะที่ต้นทุนค่าครองชีพและค่าที่อยู่อาศัยที่พุ่งสูงขึ้น ก็ทำให้ปัญหาความยากจนในกลุ่มผู้สูงอายุขยับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แม้ว่าสถิติโดยรวมจะชี้ว่าผู้สูงอายุมีความเสี่ยงตกอยู่ในภาวะยากจนน้อยกว่ากลุ่มครอบครัวที่มีบุตรหรือวัยทำงานก็ตาม

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ในบริบทของการเปรียบเทียบระดับนานาชาติ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้ประเมินอัตราทดแทนรายได้ (Replacement Rate) ซึ่งวัดจากสัดส่วนของเงินบำนาญพื้นฐานเทียบกับค่าจ้างเฉลี่ยของคนทำงาน โดยอ้างอิงจากระบบที่มีอยู่ในปี 2022 พบว่าผลประโยชน์ยามเกษียณขั้นพื้นฐานของ UK อยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศร่ำหาอื่นๆ แม้ว่าระบบของ UK จะบังคับให้ลูกจ้างต้องเข้าร่วมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยอัตโนมัติก็ตาม
เมื่อนำเอาเงินบำนาญจากภาคอาชีพและส่วนบุคคลมารวมคำนวณด้วย ช่องว่างดังกล่าวจะแคบลงเนื่องจากรูปแบบการออมภาคเอกชนใน UK มีความแพร่หลายมากกว่า แต่นั่นก็หมายความว่าผู้ที่ต้องพึ่งพาเงินบำนาญแห่งรัฐเพียงอย่างเดียวจะต้องเผชิญกับความยากลำบากมากกว่าผู้เกษียณอายุในประเทศอื่นๆ ที่มีระบบสนับสนุนทั่วถึงกว่า นอกจากนี้ Andy Burnham ยังมีแผนที่จะริเริ่มระบบใหม่ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งจะยกเลิกการเชื่อมโยงบำนาญกับค่าจ้างเฉลี่ยโดยอัตโนมัติ เพื่อช่วยควบคุมงบประมาณและนำเงินไปสมทบส่วนงานดูแลผู้สูงอายุ
การถกเถียงเรื่องระบบบำนาญในสหราชอาณาจักรสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างของรัฐสวัสดิการในยุคสังคมสูงวัย การที่ภาครัฐต้องจัดสรรงบประมาณก้อนใหญ่ให้กับบริการสาธารณะอื่นๆ เช่น ระบบสาธารณสุขถ้วนหน้า (NHS) ทำให้การเพิ่มงบประมาณด้านบำนาญทำได้จำกัด การปรับเปลี่ยนสูตร Triple Lock จึงเป็นมาตรการที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพื่อป้องกันไม่ให้ภาระหนี้สาธารณะพุ่งสูงเกินเพดานที่รัฐจะแบกรับไหว
อีกหนึ่งประเด็นท้าทายที่สำคัญของระบบ UK คือช่องว่างเงินบำนาญระหว่างเพศ (Gender Pension Gap) โดยข้อมูลระบุว่าในขณะที่ค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศร่ำรวย ผู้หญิงจะได้เงินบำนาญน้อยกว่าผู้ชายราว 22.8% แต่ตัวเลขของ UK กลับสูงถึงหนึ่งในสาม เนื่องจากผู้หญิงมักมีรายได้น้อยกว่าในช่วงวัยทำงาน มีการหยุดพักการทำงานเพื่อดูแลครอบครัว หรือทำงานพาร์ทไทม์ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดเงินสะสมในกองทุนส่วนตัว
บทสรุปจากรายงานชี้ให้เห็นว่า แม้ระบบบำนาญแห่งรัฐของอังกฤษจะมีการพัฒนาให้ดีขึ้นตามกาลเวลา แต่ผู้ที่กำลังจะเกษียณในอนาคตจำเป็นต้องวางแผนการออมส่วนตัวให้รอบคอบตั้งแต่วันนี้ หากต้องการรักษาระดับคุณภาพชีวิตยามชราให้เทียบเท่ากับมาตรฐานสากล
ที่มา: BBC Business
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น