วินธัย ชี้ หนังกัมพูชาเป็นมุมมองส่วนบุคคล ไม่ใช่ประวัติศาสตร์
พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุภาพยนตร์กัมพูชาที่จะฉาย 6 พ.ย. 2569 เป็นเพียงความทรงจำส่วนบุคคลและมีการเสริมแต่งเพื่ออรรถรส

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- กองทัพบกแจงภาพยนตร์กัมพูชาพาดพิงทหารไทยเป็นเพียงมุมมองส่วนบุคคล
- ย้ำภาพยนตร์ฉาย 6 พ.ย. 2569 มีการเสริมแต่งเพื่ออรรถรส ไม่ใช่บันทึกประวัติศาสตร์
- เตือนระวังงานสร้างสรรค์ถูกใช้เป็นเครื่องมือปลุกปั่นความเกลียดชังระຫວ່າງประเทศ
- แนะประชาชนใช้วิจารณญาณและติดตามข้อมูลจากช่องทางที่น่าเชื่อถือ
จากกรณีที่สื่อมวลชนและสังคมให้ความสนใจเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องใหม่ของกัมพูชา ซึ่งมีกำหนดเข้าฉายในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 โดยมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมทั้งมีการเผยแพร่ภาพโปสเตอร์ที่พาดพิงถึงทหารไทย ล่าสุดทางกองทัพบกได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับสังคมโดยเร็วที่สุด
พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาชี้แจงประเด็นดังกล่าวว่า ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวนับเป็นงานในเชิงภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นจากความทรงจำของบุคคลเท่านั้น มิใช่บันทึกทางประวัติศาสตร์หรือข้อเท็จจริงที่ผ่านการตรวจสอบอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะในส่วนของภาพการปฏิบัติการทางทหารที่ปรากฏในภาพยนตร์ มีการนำมาเสริมแต่งเพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับชมเท่านั้น

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
โฆษกกองทัพบกยังได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ข้อมูลที่ได้รับในขณะนี้ยังเป็นเพียงข้อมูลในเบื้องต้นเท่านั้น ทางกองทัพบกจึงเตรียมที่จะติดตามรายละเอียดเชิงลึกและเจตนาที่แท้จริงของผู้สร้างภาพยนตร์อีกครั้ง เพื่อพิจารณาว่าสร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงทั่วไป หรือมีวัตถุประสงค์แอบแฝงอื่นใดที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย
"การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ระหว่างสองประเทศควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง หลักฐานที่ตรวจสอบได้ และงานวิชาการที่รอบด้าน"
พลตรี วินธัย สุวารี
ทางด้านท่าทีของรัฐบาลและศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ ไทย–กัมพูชา หรือ JIC ได้แสดงความห่วงใยในทิศทางเดียวกันต่อการเผยแพร่สื่อที่นำเสนอเรื่องราวประวัติศาสตร์ในลักษณะที่เสี่ยงต่อการก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนหรือสร้างความเกลียดชัง พร้อมทั้งย้ำจุดยืนว่างานสร้างสรรค์ไม่ควรถูกหยิบยกมาเป็นเครื่องมือในการบิดเบือนข้อเท็จจริง
การนำเสนอประเด็นความขัดแย้งหรือเหตุการณ์ชายแดนผ่านสื่อบันเทิงอย่างภาพยนตร์ มักสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคมได้ง่ายเนื่องจากเข้าถึงประชาชนได้รวดเร็วและใช้อารมณ์ร่วมสูง การที่กองทัพบกออกมาเน้นย้ำถึงเส้นแบ่งระหว่าง "บันเทิง" กับ "ประวัติศาสตร์" จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการป้องกันไม่ให้กระแสชาตินิยมถูกปลุกปั่นขึ้นมาขัดขวางกระบวนการทางการทูตและการเจรจาระหว่างสองประเทศที่กำลังดำเนินอยู่
ในปัจจุบัน ประเทศไทยและกัมพูชาอยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกการเจรจาทวิภาคี ทำให้การสื่อสารในทุกช่องทางมีความละเอียดอ่อนต่อสังคมสูง ขณะที่ฝ่ายกัมพูชามีความพยายามสื่อสารผ่านหลากหลายองค์กร ซึ่งบางประเด็นไม่สามารถเชื่อมโยงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้ ทางกองทัพบกจึงเชื่อมั่นว่าประชาชนจะสามารถใช้วิจารณญาณในการคัดกรองข้อมูล และตระหนักว่ามุมมองเชิงลบอาจกระทบต่อบรรยากาศการฟื้นฟูความสัมพันธ์
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น