ดราม่ากะเพรา: เอกชนแจงปมจดทะเบียนคุ้มครอง 4 สายพันธุ์ใหม่
บริษัทเอกชนร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน พัฒนาและจดทะเบียนคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่นาน 12 ปี ยืนยันไม่กระทบกะเพราพื้นบ้านทั่วไป

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- เอกชนร่วม ม.เกษตรฯ กำแพงแสน พัฒนากะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่
- ยื่นจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชกับกรมวิชาการเกษตร นาน 12 ปี
- สังคมหวั่นกระทบสิทธิ์ปลูกกินและขายกะเพราดั้งเดิมทั่วไป
- บริษัทแจงคุ้มครองเฉพาะ 4 สายพันธุ์ใหม่เพื่อใช้ในธุรกิจเท่านั้น
กระแสสังคมกำลังให้ความสนใจและวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง หลังจากบริษัทเอกชนรายใหญ่ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ดำเนินการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่จำนวน 4 สายพันธุ์ ประกอบด้วย กะเพราป่าแก้วจุรี 01, แก้วจุรี 02, แก้วจุรี 03 และแก้วจุรี 04
ต่อมาทางบริษัทได้ดำเนินการยื่นจดทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขอรับสิทธิ์คุ้มครองพันธุ์พืชสำหรับ 4 สายพันธุ์ดังกล่าว ซึ่งจะได้รับความคุ้มครองเป็นระยะเวลานาน 12 ปีตามกฎหมาย
การดำเนินการดังกล่าวส่งผลให้เกิดความกังวลใจอย่างรุนแรงในกลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอบการร้านค้าอาหาร และประชาชนทั่วไปที่ปลูกกะเพราไว้บริโภคเองในครัวเรือน โดยหลายฝ่ายเกรงว่าข้อจำกัดนี้จะทำให้คนไทยไม่สามารถปลูกกินหรือนำไปค้าขายได้ตามปกติเหมือนที่เคยเป็นมา

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ประเด็นเรื่องสิทธิ์ใน 4 สายพันธุ์กะเพราใหม่นี้สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของสังคมไทยต่อเรื่องสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาด้านเกษตรกรรม โดย พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช มักมีเป้าหมายเพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนวิจัยพัฒนาพันธุ์พืชให้มีคุณภาพดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความกังวลเรื่องการผูกขาดและการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรรายย่อย ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องสร้างความชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน
จากกระแสความกังวลที่เกิดขึ้น ทางบริษัทเอกชนผู้ยื่นจดทะเบียนได้ออกมาแถลงชี้แจงเพื่อคลายข้อสงสัยทันที โดยยืนยันว่าการจดทะเบียนคุ้มครองสิทธิ์ครั้งนี้ครอบคลุมเฉพาะ 4 สายพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาขึ้นมาเท่านั้น
ทางบริษัทระบุด้วยว่า พันธุ์พืชเหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตอาหารพร้อมรับประทานของบริษัทเอง โดยดำเนินกิจการภายใต้ห่วงโซ่อุปทานและเครือข่ายเกษตรกรที่ร่วมเพาะปลูกภายใต้การส่งเสริม
พร้อมกันนี้ ทางบริษัทยังได้ย้ำความมั่นใจว่าไม่ได้มีเป้าหมายในการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ทั่วไป และไม่ได้นำกะเพราดั้งเดิมที่ประชาชนทั่วไปปลูกและบริโภคอยู่ในปัจจุบันมาอยู่ภายใต้สิทธิ์ผูกขาดของบริษัทแต่อย่างใด
ดังนั้น ประชาชนและเกษตรกรจึงยังคงสามารถปลูก บริโภค และจำหน่ายกะเพราดั้งเดิมทั่วไปได้ตามปกติเช่นเดิมทุกประการโดยไม่มีผลกระทบใดๆ
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น