อนุทิน ย้ำรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินยึดสัญญาเดิม
นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ย้ำโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ต้องยึดสัญญาเดิมและกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เมื่อวันที่ 26 ต.ค. ณ ทำเนียบรัฐบาล

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ย้ำโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินต้องยึดสัญญาเดิม
- ชี้การดำเนินการต้องเป็นไปตามพ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ไม่มีสิทธิพิเศษขยายเวลา
- โยนการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และเอกชนคู่สัญญาหาข้อยุติปัญหาข้อพิพาท
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โดยเน้นย้ำว่าทุกขั้นตอนต้องยึดถือตามข้อผูกพันในสัญญาเดิมอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งระบุให้ทางการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และบริษัทเอกชนคู่สัญญาเป็นผู้เจรจาหาข้อยุติร่วมกัน หากไม่สามารถหาทางออกได้จะต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายต่อไป
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 16.05 น. ของวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังที่นายอนุทินได้ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ซึ่งในที่ประชุมมีการพิจารณาเรื่องการประกาศเขตเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีก 4 เขต แต่ยังไม่มีวาระการพิจารณาตัดสินใจเรื่องรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินโดยตรง

ภาพโดย Jordan Opel / Unsplash
เมื่อผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงประเด็นความชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เนื่องจากปัจจุบันกำลังเผชิญกับการฟ้องร้องและข้อพิพาทระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทยและบริษัทเอกชนคู่สัญญา นายอนุทินได้ชี้แจงว่า ทุกอย่างจะต้องเดินหน้าไปตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในสัญญาเดิม และในขณะนี้ทั้งสองฝ่ายยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว
"ทุกอย่างดำเนินการไปตามขั้นตอนของสัญญา และขณะนี้ทั้งสองฝ่ายยังต้องปฏิบัติตามสัญญาอยู่ หากมีข้อขัดแย้งใดๆ..."
อนุทิน ชาญวีรกูล
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบของโครงการ โดยระบุเพียงว่าการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐจะต้องอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และต้องปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมืองอย่างเคร่งครัด
โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา) เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานหลักของระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มักประสบปัญหาความล่าช้าและการเจรจาปรับเงื่อนไขสัญญาเนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจและการแพร่ระบาดในอดีต การที่รัฐบาลยืนยันยึดตามสัญญาเดิมและกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างสะท้อนถึงท่าทีที่ระมัดระวังในการใช้ดุลพินิจขยายสัญญาหรือเพิ่มงบประมาณให้เอกชน
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น