อนุทิน สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ รับมือวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ปลายปี
นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศและ ปภ. เร่งเตรียมแผนเผชิญเหตุและบังคับใช้กฎหมายควบคุมการเผาเชิงรุกรับมือ PM 2.5 ปลายปีนี้

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- นายอนุทิน ชาญวีรกูล กำชับผู้ว่าฯ ทั่วประเทศรับมือ PM 2.5 ปลายปี
- สั่ง ปภ. ประสานจังหวัดและ กทม. จัดทำแผนเผชิญเหตุมาตรฐานเดียวกัน
- ชี้บทเรียนอดีตต้องเลิกแก้ปัญหาแบบตั้งรับและขาดเอกภาพ
- ย้ำรัฐต้องสนับสนุนงบเครื่องมือและทางเลือกแก่เกษตรกรเพื่อเลิกเผา
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกคำสั่งกำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ เร่งเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่มักทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงปลายปี โดยเน้นย้ำให้มีการบังคับใช้กฎหมายควบคุมการเผาอย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งเร่งสร้างความเข้าใจกับพี่น้องเกษตรกรเกี่ยวกับการบริหารจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรอย่างถูกวิธี
นอกจากการสั่งการระดับจังหวัดแล้ว นายกรัฐมนตรียังได้มอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. ทำหน้าที่ประสานงานกับทุกจังหวัดรวมถึงกรุงเทพมหานคร เพื่อจัดทำแผนเผชิญเหตุให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ แม้ว่าในปัจจุบันระดับค่าฝุ่นละอองโดยรวมจะยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี แต่เนื่องจากช่วงปลายปีปริมาณฝนในหลายพื้นที่จะเริ่มลดน้อยลง ประกอบกับความเสี่ยงจากการเผาพื้นที่ทางการเกษตรและปัญหาไฟป่าในฤดูแล้ง ทำให้ฝุ่นละอองมีโอกาสสะสมตัวในชั้นบรรยากาศได้ง่ายขึ้น การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้หน่วยงานในพื้นที่มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและสามารถตอบสนองต่อจุดความร้อนได้อย่างรวดเร็ว

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
การที่รัฐบาลปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์มาเป็นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าก่อนเข้าสู่ฤดูวิกฤต สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการถอดบทเรียนจากปัญหาซ้ำซากในอดีต อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การออกคำสั่งสั่งการเท่านั้น แต่อ1ยู่ที่กลไการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างส่วนกลาง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน ว่าจะสามารถลดต้นตอของมลพิษอย่างยั่งยืนได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะการจัดการปัญหาเศรษฐกิจฐานรากที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตเกษตรกร
วิกฤตฝุ่นละอองในปีที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นจุดอ่อนสำคัญในการทำงานของภาครัฐหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาในลักษณะตั้งรับ การขาดเอกภาพในการบูรณาการประสานงานระหว่างหน่วยงาน และการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ต่อเนื่อง มักจะเห็นภาครัฐเร่งออกประกาศมาตรการต่างๆ ก็ต่อเมื่อสถานการณ์วิกฤตมีความรุนแรงเกินขีดจำกัดแล้ว แต่การแก้ไขที่ต้นเหตุอย่างเป็นระบบยังขาดความชัดเจน
แนวทางการแก้ปัญหาในระยะยาวจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงแค่มาตรการปลายเหตุ เช่น การแจกหน้ากากอนามัย การระดมฉีดพ่นละอองน้ำ หรือการประกาศห้ามเผาเป็นครั้งคราว หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องบูรณาการใช้ข้อมูลร่วมกัน กำหนดเป้าหมายการทำงานที่วัดผลได้จริง และติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง
ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะต้องได้รับการจัดสรรงบประมาณ เครื่องมืออุปกรณ์ และการสนับสนุนอย่างเพียงพอ เพื่อเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรโดยไม่ต้องใช้วิธีการเผาทำลาย ขณะเดียวกัน การบังคับใช้กฎหมายภาคบังคับจะต้องดำเนินควบคู่ไปกับการสร้างแรงจูงใจและการจัดหาทางเลือกที่มีความเป็นไปได้จริง เนื่องจากเกษตรกรจำนวนมากยังมีข้อจำกัดในเรื่องต้นทุน เวลา และเครื่องจักร หากรัฐเลือกใช้วิธีการลงโทษเพียงอย่างเดียวโดยไม่ช่วยปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านี้ ปัญหามลพิษทางอากาศก็มีแนวโน้มที่จะวนกลับมาเกิดขึ้นซ้ำอีก
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น