นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล 2569: ไฟเขียวล้างบางแก๊งฟอกเงินข้ามชาติ
นายกฯ ออนุทิน ลั่นไม่ประนีประนอมคดีหมายจับ เบน สมิธ กับพวก 6 ราย ฟอกเงินข้ามชาติและซุกหุ้นไทย ย้ำเน้นพฤติกรรมไม่สนชื่อ พร้อมลุยปราบสแกมเมอร์

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศจุดยืนเด็ดขาดไม่ประนีประนอมคดีฟอกเงินข้ามชาติ
- ออกหมายจับ เบน สมิธ พร้อมพวก 6 ราย พัวพันคดีฟอกเงินและถือหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทย
- ผบ.ตร. ยืนยันแนวทางการสืบสวนจะเน้นดูที่พฤติกรรมเป็นหลัก ไม่สนชื่อบุคคล
- บูรณาการความร่วมมือหน่วยงานหลัก ปปง., ดีเอสไอ, ป.ป.ท., ตร. และ ป.ป.ส. ลุยล้างบาง
เมื่อวันที่ 28 ตลาคม 2569 เวลา 15.20 น. ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาแสดงจุดยืนเข้มข้นต่อหน้าสื่อมวลชน หลังมีการออกหมายจับนายเบน สมิธ พร้อมพวกอีก 6 ราย ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฟอกเงินข้ามชาติ สมคบกันกระทำความผิด รวมถึงข้อหาความผิดเกี่ยวกับการถือหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทยโดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนดไว้
นายกรัฐมนตรีระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า ปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการฟอกเงินเหล่านี้เปรียบเสมือนตัวถ่วงความเจริญของประเทศ พร้อมย้ำว่าตนได้ให้ไฟเขียวและสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายดำเนินการกวาดล้างขบวนการเหล่านี้ให้สิ้นซากอย่างไร้ความปรานี
"ตนคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือเรื่องใหม่ใดๆ ทั้งสิ้น"
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
ในประเด็นการทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายอนุทินเปิดเผยว่าตนได้พูดคุยกับ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) โดยเน้นย้ำให้การสืบสวนสอบสวนและการดำเนินคดีทุกขั้นตอนต้องมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ ซึ่งทาง ผบ.ตร. ได้รายงานแนวทางการปฏิบัติว่าให้เน้นพิจารณาจากพฤติกรรมที่ปรากฏเป็นหลัก โดยไม่ต้องสนใจชื่อเสียงหรืออิทธิพลของบุคคลใด

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
การประกาศกรอบการทำงานโดยเน้น "ดูที่พฤติกรรม ไม่สนใจชื่อ" ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการสกัดกั้นกลุ่มทุนสีเทาและเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ที่มักใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายและเครือข่ายอิทธิพลในการหลบเลี่ยงการตรวจสอบ การบูรณาการร่วมกันระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปปง. ดีเอสไอ และ ป.ป.ส. จะช่วยปิดช่องว่างทางการเงินและยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แนวทางปฏิบัติดังกล่าวสะท้อนถึงนโยบายเชิงรุกของรัฐบาลในการดึงหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายหลายภาคส่วนมาร่วมบูรณาการข้อมูลและการสืบสวน ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.), สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เพื่อตัดวงจรอาชญากรรมข้ามชาติที่สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจไทย
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น