เจาะลึก 10 ทริคเด็ด Fitbit Edge: ปรับแต่งฟีเจอร์ซ่อนเร้น
รวมเทคนิคใช้งาน Fitbit Edge ทั้งการเปลี่ยนหน้าปัด ย้ายปุ่มควบคุม ตั้งค่า GPS และเคล็ดลับการชาร์จเร่งด่วนใน 5 นาทีให้ใช้ได้เต็มวัน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- เปลี่ยนหน้าปัดและปรับแต่งธีมสีได้ง่ายผ่านการกดค้างบนหน้าจอหรือผ่านแอป
- สลับตำแหน่งปุ่มข้างตัวเครื่องไปไว้ด้านซ้ายเพื่อป้องกันการกดโดนโดยไม่ตั้งใจ
- ปิดการแจ้งเตือนจุกจิกจาก AI Health Coach แต่ยังเรียกใช้งานสั่งการด้วยเสียงได้
- ชาร์จแบตเตอรี่เพียง 5 นาทีใช้งานได้ตลอดทั้งวันเต็ม
Fitbit Edge ถือเป็นอุปกรณ์ติดตามการออกกำลังกายขนาดกะทัดรัดที่ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการหน้าจอแสดงเวลาและข้อมูลสุขภาพไปพร้อมกัน แต่ตัวอุปกรณ์ยังมีลูกเล่นและฟีเจอร์ลับอีกหลายอย่างที่ซ่อนอยู่ ซึ่งผู้ใช้งานทั่วไปอาจยังไม่รู้ว่าสามารถปรับแต่งอะไรได้มากกว่าที่คิด
เริ่มต้นจากการเปลี่ยนหน้าปัดนาฬิกาซึ่งทำได้โดยการกดค้างไว้บริเวณตรงกลางหน้าจอเพื่อเปิดแคโรเซลล์หน้าปัด หรือเข้าไปเลือกดูคลังหน้าปัดเพิ่มเติมผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน นอกจากนี้หากคุณสวมใส่เครื่องประดับอื่นหรือพบว่าข้อมือมักไปกดโดนปุ่มด้านขวาโดยไม่ตั้งใจ ก็สามารถเข้าไปที่การตั้งค่าอุปกรณ์ในแอป Google Health แล้วเปลี่ยนตัวเลือก Tracker orientation ให้ย้ายปุ่มไปอยู่ด้านฝั่งซ้ายได้ทันที

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
สำหรับผู้ใช้งานที่รู้สึกรำคาญการแจ้งเตือนจุกจิกจากฟีเจอร์ AI-powered Health Coach สามารถปิดข้อความกวนใจเหล่านี้ได้โดยเข้าไปที่รูปโปรไฟล์ เลือก Google Health Settings ตามด้วย Coaching และเลือก No Coach Insights โดยที่ยังคงสามารถกดปุ่ม Ask Coach เพื่อใช้งาน AI บันทึกมื้ออาหารหรือการออกกำลังกายได้ตามปกติเมื่อต้องการ
การจัดการพลังงานและแบตเตอรี่ถือเป็นจุดเด่นสำคัญของอุปกรณ์สวมใส่รุ่นใหม่ๆ การที่ผู้ผลิตเปิดโอกาสให้ผู้ใช้เลือกแหล่งที่มาของ GPS ได้เอง (ระหว่าง GPS ในตัวเครื่องหรือดึงจากสมาร์ทโฟน) ช่วยให้ผู้ใช้สามารถบริหารจัดการทรัพยากรแบตเตอรี่ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการพกพามือถือของตนเองได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ในด้านการออกกำลังกาย แม้แอปพลิเคชันบน Fitbit Edge จะค่อนข้างเรียบง่าย แต่ผู้ใช้งานสามารถดึงข้อมูลอัตราการเต้นของหัวใจไปแสดงบนแอป Strava ได้โดยการปัดหน้าจอลงมาแล้วแตะไอคอนรูปหัวใจเพื่อเปิดการเชื่อมต่อ heart-rate broadcasting จากนั้นจึงเลือก Fitbit Edge เป็นเซ็นเซอร์วัดชีพจรในแอป Strava เพื่อดูแผนที่และข้อมูลรอบวิ่งได้อย่างละเอียด
นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์การขยายหน้าจอ (Magnification) สำหรับผู้ที่มีปัญหาการมองเห็นตัวเลขสถิติ โดยเปิดใช้งานใน Device preferences แล้วใช้วิธีแตะหน้าจอ 3 ครั้งติดต่อกันเพื่อซูมภาพเข้าออก และจุดเด่นสำคัญอีกประการคือระบบชาร์จเร็ว โดย Google ระบุว่าการชาร์จเพียง 5 นาทีจะให้พลังงานเพียงพอสำหรับการใช้งานตลอดทั้งวัน ซึ่งผู้เขียนบทความต้นฉบับยืนยันว่าจากการทดลองชาร์จจริงเพียง 3 นาที แบตเตอรี่ก็เพิ่มขึ้นจาก 31% เป็น 41% แล้ว
ที่มา: Lifehacker
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น