ข้ามไปเนื้อหาหลัก

โครงสร้างพื้นฐาน AI ไทย: Alex Loh เผยวิสัยทัศน์ SYMPHONY

เจาะลึกเบื้องหลังโครงสร้างพื้นฐาน AI ของไทยกับ Alex Loh ซีอีโอ SYMPHONY ตั้งแต่สายเคเบิลใต้ทะเลจนถึงเป้าหมาย Net Zero และการหาจุดสมดุลทางดิจิทัล

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
30 Oct 2026ที่มา: Techsauce4 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
โครงสร้างพื้นฐาน AI ไทย: Alex Loh เผยวิสัยทัศน์ SYMPHONY

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • SYMPHONY ดำเนินธุรกิจโทรคมนาคมในไทยกว่า 20 ปี และมีโครงข่ายใยแก้วนำแสงของตนเอง
  • Alex Loh ซีอีโอ SYMPHONY ชี้ว่าเบื้องหลัง AI ต้องอาศัย Data Center อุปกรณ์ประมวลผล และการเชื่อมต่อ
  • ไทยคาดว่าจะมีศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้นอีก 20-30 แห่ง และความต้องการใช้ไฟฟ้าอาจแตะระดับ 2 กิกะวัตต์
  • โจทย์สำคัญคือการสร้างจุดสมดุลระหว่างอธิปไตยทางข้อมูลและการขับเคลื่อนนวัตกรรมดิจิทัล

คำตอบจากระบบปัญญาประดิษฐ์บนหน้าจอภายในเวลาไม่กี่วินาที ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายดายที่เกิดขึ้นบนอุปกรณ์ตรงหน้า แต่น้อยคนนักจะตระหนักว่าข้อมูลทั้งหมดต้องเดินทางผ่านโครงสร้างพื้นฐานหลายชั้นและผ่านจุดสำคัญหลายแห่งก่อนจะมาถึงผู้ใช้ คำถามนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสนทนากับคุณ Alex Loh ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SYMC ผู้บริหารที่มีประสบการณ์ร่วมงานกับบริษัทมาเกือบ 1 ทศวรรษ โดยคำที่คุณ Alex กล่าวถึงอยู่เสมอคือคำว่า 'การหาจุดสมดุล' ไม่ว่าจะเป็นระหว่างการลงทุนกับทรัพยากร อธิปไตยทางข้อมูลกับนวัตกรรม หรือการเติบโตทางธุรกิจกับสิ่งแวดล้อม

สำหรับบริษัท SYMPHONY นั้น ได้ดำเนินกิจการด้านโทรคมนาคมในประเทศไทยมานานกว่า 20 ปี โดยถือใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สาม ซึ่งเป็นใบอนุญาตสำหรับผู้ให้บริการที่มีโครงข่ายของตนเอง พร้อมทั้งลงทุนวางโครงข่ายใยแก้วนำแสงด้วยตนเองเพื่อให้บริการแก่กลุ่มลูกค้าองค์กรแบบธุรกิจกับธุรกิจหรือ B2B รวมถึงการเชื่อมต่อระหว่างประเทศ เมื่อพิจารณาถึงคำถามที่ว่าข้อมูลต้องเดินทางผ่านโครงสร้างพื้นฐานกี่ชั้นก่อนจะปรากฏบนหน้าจอ คุณ Alex ได้อธิบายพื้นฐานว่าแม้เทคโนโลยี AI จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในช่วงประมาณ 5 ปีหลังสถานการณ์โควิด-19 พฤติกรรมการทำงานได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากกระแสคลาวด์สู่ยุค AI ซึ่งทั้งสององค์ประกอบนี้ทำหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต

สิ่งที่ผู้ใช้งานทั่วไปมองเห็นเป็นเพียงซอฟต์แวร์และเครื่องมือ แต่ในเบื้องหลังจำเป็นต้องอาศัยรากฐานหลักสามส่วนทำงานร่วมกัน ได้แก่ ศูนย์ข้อมูลหรือ Data Center อุปกรณ์ประมวลผล เช่น หน่วยจัดเก็บข้อมูลและชิปเซ็ต รวมถึงระบบการเชื่อมต่อ คุณ Alex ได้เปรียบเทียบ Data Center ว่ามีลักษณะคล้ายกับอาคารหรือสนามบินที่คอยรองรับอุปกรณ์ต่างๆ แต่อุปกรณ์เหล่านี้จะสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อมีโครงข่ายเชื่อมโยงระหว่างศูนย์ข้อมูลแต่ละแห่งเข้าด้วยกัน

Thailand university campus building exterior

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

20+ปีแห่งการดำเนินธุรกิจโทรคมนาคมในไทย
20-30ศูนย์ข้อมูลที่จะเพิ่มขึ้นในไทย
2กิกะวัตต์ความต้องการไฟฟ้าอนาคต

เมื่อเจาะลึกถึงชั้นล่างสุดอย่างสายเคเบิลใต้ทะเลซึ่งถูกมองว่าเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจดิจิทัล คุณ Alex อธิบายว่าทั่วโลกมีสายเคเบิลใต้ทะเลมากกว่า 500 เส้น ทำหน้าที่เปรียบเสมือนทางด่วนที่เชื่อมโยงจุดโครงข่ายหรือ Point of Presence ในแต่ละประเทศเข้าด้วยกัน คล้ายกับเที่ยวบินที่ต้องแวะจุดเปลี่ยนเครื่องก่อนเดินทางถึงปลายทาง หากเปรียบศูนย์ข้อมูลเป็นสนามบิน สายเคเบิลใต้ทะเลก็คือเส้นทางบินที่เชื่อมสนามบินเหล่านั้นเข้าหากัน สำหรับทิศทางในภูมิภาคอาเซียน บริษัทมองว่าเป็นตลาดที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากปริมาณการรับส่งข้อมูลในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากบริการคลาวด์และคอนเทนต์ และ AI กำลังจะเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญตัวถัดไป

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ภายใต้การแข่งขันดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกหรือ Hyperscaler การบริหารจัดการทรัพยากรพลังงานและการสร้างเสถียรภาพให้กับโครงข่ายจึงเป็นความท้าทายควบคู่กันไป เพื่อไม่ให้เกิดภาวะคอขวดที่อาจกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ในประเด็นเรื่องความพร้อมด้าน AI ของประเทศไทย คุณ Alex มองว่าเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ โดยภาครัฐและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือ BOI ได้ดำเนินนโยบายดึงดูดผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูล และแพลตฟอร์ม OTT เข้ามาลงทุนในประเทศ โดยคาดว่าแผนการพัฒนา AI ของไทยจะมีระยะเวลาดำเนินการต่อเนื่องอย่างน้อย 10 ปี ส่วนปัจจัยที่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกใช้พิจารณาในการเข้ามาลงทุนได้แก่ ทำเลที่ตั้ง ความพร้อมด้านนโยบาย ทรัพยากร สิทธิประโยชน์ และความสะดวกในการเข้าถึงโครงข่าย โดยจุดแข็งของไทยคือทำเลที่เชื่อมโยงทั้งอาเซียน อินโดจีน สิงคโปร์ และฮ่องกงเข้าด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้มาพร้อมกับความท้าทาย โดยมีการประเมินว่าประเทศไทยอาจมีศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้นอีก 20 ถึง 30 แห่ง และความต้องการใช้ไฟฟ้าอาจพุ่งสูงถึง 2 กิกะวัตต์ การรับมือกับความเสี่ยงเรื่องปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นจึงต้องอาศัยการสร้างเส้นทางสำรองที่หลากหลายหรือ Route Diversity ควบคู่ไปกับการร่วมมือกับพันธมิตรหลายราย เพื่อให้ระบบการรับส่งข้อมูลมีความมั่นคงปลอดภัยและมีทางเลือกสำรองเสมอในกรณีที่เกิดเหตุขัดข้องขึ้นกับเส้นทางหลักรายทาง

ที่มา: Techsauce

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้