Wyndham ปรับพอร์ตโรงแรมครั้งใหญ่ หั่นห้องประหยัดลุยดันมิดสเกล
Wyndham Hotels & Resorts เดินหน้าปรับโครงสร้างพอร์ตโรงแรมในสหรัฐฯ ลดจำนวนห้องพักราคาประหยัดลง 3% เพื่อหันไปเน้นกลุ่มมิดสเกลและอัปสเกลที่สร้างรายได้ค่าธรรมเนียมสูงกว่า พร้อมคงยอดรวมห้องพักให้อยู่ที่ 501,100 ห้อง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ยอดห้องพักรวมในสหรัฐฯ ทรงตัวอยู่ที่ 501,100 ห้อง แต่มีการปรับโครงสร้างภายในพอร์ตครั้งใหญ่
- ห้องพักกลุ่มประหยัดในสหรัฐฯ ลดลง 3% เหลือ 216,600 ห้อง สวนทางกับกลุ่มมิดสเกลและสูงกว่าที่เพิ่มขึ้น 2% เป็น 284,500 ห้อง
- ซีอีโอ Geoff Ballotti เผยกลยุทธ์เน้นแทนที่ห้องพักคุณภาพต่ำด้วยห้องที่มี FeePAR สูงกว่า
- ปรับเพิ่มคาดการณ์ RevPAR ทั่วโลกทั้งปีให้อยู่ในระดับทรงตัวจนถึงเติบโตขึ้น 1%
วงการธุรกิจโรงแรมกำลังเห็นการขยับตัวครั้งสำคัญ เมื่อ Wyndham Hotels & Resorts แบรนด์ผู้ครหวีอยู่ในตลาดโรงแรมราคาประหยัดมาอย่างยาวนาน ด้วยแบรนด์คุ้นหูอย่าง Super 8, Days Inn และ Microtel เริ่มดำเนินแผนการปรับเปลี่ยนพอร์ตโฟลิโอเชิงรุก แม้ว่าตัวเลขยอดรวมห้องพักในสหรัฐฯ จะดูนิ่งสนิทอยู่ที่ 501,100 ห้อง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า แต่เบื้องหลังตัวเลขนี้คือการสับเปลี่ยนโครงสร้างห้องพักครั้งใหญ่เพื่อเพิ่มรายได้จากค่าธรรมเนียม
ในงานประกาศผลประกอบการไตรมาสที่สองเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา Geoff Ballotti ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Wyndham ได้อธิบายถึงทิศทางใหม่ของบริษัทไว้อย่างชัดเจนว่า ทางบริษัทกำลังมุ่งเน้นไปที่การถอดถอนห้องพักคุณภาพต่ำและมีค่าธรรมเนียมต่อห้องพักที่มีอยู่ (FeePAR) น้อย ออก เพื่อนำห้องพักที่มีคุณภาพสูงและสร้าง FeePAR ได้มากกว่าเข้ามาแทนที่
จากการดำเนินงานดังกล่าว ส่งผลให้สถิติห้องพักกลุ่มประหยัดหรืออีโคโนมีในสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงไป 3% เหลืออยู่ที่ 216,600 ห้อง ในขณะที่ห้องพักในระดับมิดสเกลขึ้นไปกลับขยับตัวสูงขึ้น 2% แตะระดับ 284,500 ห้อง โดยทาง Wyndham มีอัตราการออกจากระบบของโรงแรมกลุ่มที่ทำเงินค่าธรรมเนียมต่ำในสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นถึง 54% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
“เรามุ่งเน้นอย่างมากในการแทนที่ห้องพักคุณภาพต่ำและ FeePAR ต่ำเหล่านั้น ด้วยห้องพักคุณภาพสูงที่มี FeePAR สูงกว่า”
Geoff Ballotti
นอกจากนี้ Wyndham ยังได้สร้างสถิติใหม่ด้วยยอดห้องพักในท่อส่งพัฒนา (pipeline) สูงถึง 261,000 ห้อง ซึ่งราว 69% อยู่ในระดับมิดสเกลขึ้นไป และให้พรีเมียมค่าธรรมเนียม FeePAR สูงกว่าประมาณ 30% โดยสัดส่วนการแปลงสภาพห้องพักในระดับบน (upper midscale) เพิ่มขึ้นเท่าตัวมาอยู่ที่ประมาณ 25% ส่วนระดับอัปสเกลขยับจาก 4% ขึ้นมาอยู่ที่ 8% ยิ่งไปกว่านั้น โรงแรมที่ดึงดูดเข้ามาด้วยแรงจูงใจทางการเงินล่วงหน้า (upfront incentive payments) ยังสร้างพรีเมียม FeePAR สูงถึงประมาณ 40% อีกด้วย

กลยุทธ์การปรับพอร์ตไปสู่กลุ่ม Midscale และ Upscale ของ Wyndham สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของเครือโรงแรมขนาดใหญ่ในการรับมือกับภาวะต้นทุนและเงินเฟ้อ โดยโรงแรมกลุ่มประหยัดมักจะเผชิญข้อจำกัดในการปรับขึ้นราคาห้องพัก (ADR) ให้สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น การเน้นเพิ่มสัดส่วนห้องพักที่สร้างค่าธรรมเนียมรายได้ต่อห้อง (FeePAR) ได้สูงกว่า จึงเป็นวิธีสำคัญในการขับเคลื่อนรายได้สุทธิให้กับบริษัทแม่ แม้ว่ายอดรวมจำนวนห้องพักจะไม่เติบโตมากนักก็ตาม
แม้ว่าทิศทางหลักจะเทน้ำหนักไปที่ตลาดระดับกลาง แต่ Wyndham ก็ยังไม่ได้ละทิ้งกลุ่มโรงแรมประหยัดเสียทีเดียว โดยบริษัทยังคงครองส่วนแบ่งการตลาดในการแปลงสภาพโรงแรมประหยัดในสหรัฐฯ สูงถึง 63% ถึงกระนั้น อัตราค่าห้องพักเฉลี่ยของกลุ่มบัดเจ็ทในปัจจุบันสูงกว่าปี 2019 เพียงประมาณ 11% เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นไปราว 29% ทำให้การปรับโครงสร้างพอร์ตครั้งนี้ดูเหมือนจะเอื้อประโยชน์ต่อโมเดลธุรกิจของ Wyndham มากกว่าตัวแฟรนไชส์ซีกลุ่มประหยัดเดิมที่กำลังเผชิญแรงกดดันด้านราคา
จากทิศทางธุรกิจเชิงบวกและการเติบโตของพอร์ตระดับสูง ทางบริษัทจึงได้ตัดสินใจปรับเพิ่มคาดการณ์ตัวเลขรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักรวมทั่วโลก (Global RevPAR) ทั้งปีให้อยู่ในเกณฑ์ทรงตัวจนถึงเติบโตขึ้น 1%
ที่มา: Skift
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น