ป.ป.ช. ชี้มูลอดีต ผอ.สำนักกฎหมาย กอ.รมน.ภาค 4 ทุจริตเบี้ยเลี้ยง
ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิด พลเรือตรี วรพล สิทธิจิตต์ อดีต ผอ.สำนักกฎหมาย กอ.รมน.ภาค 4 สน. พร้อมพวกรวม 6 ราย ปมทุจริตเบิกจ่ายเงินค่าเสี่ยงภัยและเบี้ยเลี้ยงเท็จปีงบ 2564

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิดอดีต ผอ.สำนักกฎหมาย กอ.รมน.ภาค 4 สน.
- ผู้ถูกกล่าวหารวม 6 ราย ปมทุจริตนำชื่อบุคคลนอกมาสวมสิทธิ์เป็นกำลังพล
- เหตุเกิดในงบประมาณปี 2564 ด้วยการเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงและค่าเสี่ยงภัยเท็จ
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ได้เผยแพร่ผลการไต่สวนและมติสำคัญในการชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง โดยที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งที่ 61/2568 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2568 ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ชี้มูลความผิด พลเรือตรี วรพล สิทธิจิตต์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า หรือ กอ.รมน.ภาค 4 สน. พร้อมกับพวกพ้องรวมทั้งหมด 6 ราย จากกรณีทุจริตเกี่ยวกับการบรรจุกำลังพลและการเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดินอันเป็นเท็จ
จากการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช. พบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างปีงบประมาณ 2564 โดยครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2564 ซึ่ง พลเรือตรี วรพล ในฐานะผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้ใช้อำนาจหน้าที่สั่งการให้นำชื่อของบุคคลภายนอกอย่าง นายชานน เนตรพรหม มาใส่ชื่อเป็นกำลังพลในสังกัด ทั้งที่บุคคลดังกล่าวไม่ได้ปฏิบัติงานจริงตามขั้นตอนของทางราชการแต่อย่างใด
คดีทุจริตงบประมาณความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ การเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงและค่าเสี่ยงภัยเท็จไม่เพียงแต่เป็นการผันเงินงบประมาณแผ่นดินไปใช้ในทางมิชอบ แต่ยังเป็นการบั่นทอนขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจริงในพื้นที่เสี่ยงภัยอีกด้วย กระบวนการตรวจสอบของ ป.ป.ช. จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาความโปร่งใสของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานด้านความมั่นคง
หลังจากมีการนำชื่อบุคคลดังกล่าวเข้ามาในระบบกำลังพลแล้ว ขบวนการดังกล่าวยังได้ร่วมกันจัดทำเอกสารหลักฐานเท็จเพื่อใช้เป็นฐานในการเบิกจ่ายเงินงบประมาณประเภทเบี้ยเลี้ยงและเงินค่าเสี่ยงภัย ซึ่งเป็นเงินสนับสนุนสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่พิเศษ โดยมีการอนุมัติและดำเนินการเบิกเงินออกมาอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงระยะเวลาดังกล่าว จนสร้างความเสียหายแก่ระบบงบประมาณภาครัฐ
ทั้งนี้ ทางสำนักงาน ป.ป.ช. จะได้ส่งสำนวนการไต่สวนพร้อมพยานหลักฐานทั้งหมดไปยังพนักงานอัยการ เพื่อดำเนินการยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป เพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษตามฐานความผิดที่ถูกกล่าวหา
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น