ปกรณ์ นิลประพันธ์ ชงเปิดงบมูลนิธิ หลังปมเงินบริจาค
รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย เสนอให้มูลนิธิและสมาคมเปิดเผยรายงานทางการเงินต่อสาธารณะ หลังเกิดข้อถกเถียงเรื่องการรับบริจาคผ่านบัญชีส่วนตัว

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ปมเงินบริจาคผ่านบัญชีส่วนตัวจุดกระแสสังคมจี้ตรวจสอบมูลนิธิ
- รองนายกฯ ปกรณ์ นิลประพันธ์ เสนอเปิดเผยงบการเงินต่อสาธารณะ
- แนะแยกบัญชีส่วนตัวและปรับมาตรฐานบัญชีให้โปร่งใสยิ่งขึ้น
กรณีมูลนิธิองค์กรทำดีของ บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ที่ถูกตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการรับบริจาคผ่านบัญชีส่วนตัวและการบริหารเงิน กำลังเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก แม้ทางมูลนิธิจะออกมาชี้แจงแล้ว แต่คำถามสำคัญเรื่องระบบการจัดเก็บและตรวจสอบเงินบริจาคยังคงเป็นสิ่งที่สังคมต้องการความชัดเจน
ก่อนหน้านี้มีองค์กรการกุศลหลายแห่งที่เคยเผชิญข้อครหาเกี่ยวกับเงินบริจาค ทั้งเรื่องการเปิดเผยบัญชี โครงสร้างกรรมการ และการใช้เงินไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ บางกรณีมีการกล่าวหาถึงการนำเงินไปใช้ส่วนตัวหรือใช้บัญชีของบุคคลใกล้ชิดเป็นช่องทางรับเงิน ซึ่งทุกกรณีต้องผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกระบวนการทางกฎหมาย

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
การบริหารจัดการเงินบริจาคของมูลนิธิและสมาคมในประเทศไทยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยต้องส่งรายงานการเงินและผลการดำเนินงานให้หน่วยงานตรวจสอบเป็นประจำทุกปี แต่ข้อจำกัดด้านบุคลากรและปริมาณมูลที่มีจำนวนมากทำให้การตรวจสอบอาจไม่ทั่วถึง ประกอบกับข้อมูลทางการเงินมักถูกเก็บไว้ในระบบราชการ ทำให้ประชาชนผู้บริจาคเข้าถึงได้ยาก
สืบเนื่องจากเหตุดังกล่าว นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้เสนอให้เปิดเผยรายงานทางการเงินของมูลนิธิและสมาคมทุกแห่งต่อสาธารณะ โดยระบุว่าเงินบริจาคมาจากศรัทธาของประชาชน ผู้บริจาคจึงควรมีสิทธิ์รับรู้ว่าเงินถูกนำไปใช้ทำอะไร เปรียบเสมือนเงินทำบุญที่วัดซึ่งผู้บริจาคย่อมต้องการเห็นการนำไปใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง
แนวทางในการแก้ไขปัญหาและสร้างความโปร่งใสที่ควรเร่งผลักดันประกอบด้วย:
- ผลักดันการเปิดเผยบัญชีรายรับ-รายจ่ายให้ประชาชนเข้าถึงได้
- ปรับปรุงมาตรฐานบัญชีและเพิ่มความเข้มงวดของผู้สอบบัญชี
- กำหนดหลักเกณฑ์การรับบริจาคให้ชัดเจนและต้องแยกบัญชีส่วนตัวออกจากบัญชีมูลนิธิ
ตามกฎหมายหากมูลนิธิใดดำเนินกิจการขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรม ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถร้องขอให้ศาลสั่งเลิกมูลนิธินั้นได้โดยพิจารณาจากพยานหลักฐาน แต่ก่อนจะถึงจุดนั้น หน่วยงานรัฐผู้กำกับดูแลต้องทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและรักษาความเชื่อมั่นของผู้บริจาค
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น