พ.ต.อ.ทวี จี้รัฐบาลปัดฝุ่นแผน สมช. รับมือวิกฤตความมั่นคง
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ พร้อมแกนนำพรรค ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งนำแผนความมั่นคงของ สมช. มาเตรียมรับมือวิกฤตและภัยสงคราม พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง จี้รัฐบาลปัดฝุ่นแผนงาน สมช. มุ่งรับมือวิกฤตความมั่นคงและภัยสงคราม
- ชี้สถานการณ์โลกและกระแสแจ้งเตือนภัยเร่งให้ไทยต้องเตรียมความพร้อมอย่างเป็นรูปธรรม
- เน้นการซักซ้อมรับมือวิกฤตในช่วง 72 ชั่วโมงแรกเพื่อความอยู่รอดของประชาชนในพื้นที่
- พร้อมด้วยแกนนำพรรคประชาชาติร่วมขับเคลื่อนประเด็นความปลอดภัยในจังหวัดชายแดนภาคใต้
สถานการณ์ความปลอดภัยในระดับสากลและกระแสการเฝ้าระวังภัยสงครามกำลังกลายเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ ล่าสุด พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาแสดงความห่วงใยต่อความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคงมาอย่างยาวนาน
ในการเคลื่อนไหวครั้งนี้ พ.ต.อ.ทวี ได้มาพร้อมกับแกนนำพรรคประชาชาติคนสำคัญหลายท่าน ประกอบด้วย นายวรวีร์ มะกูดี รองหัวหน้าพรรคประชาชาติ, นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส เขต 5 ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร และ นายกูเฮง ยาวอหะซัน อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยคณะทำงาน เพื่อร่วมกันสะท้อนมุมมองและข้อเสนอแนะต่อแนวทางการรับมือวิกฤตของประเทศ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
หัวหน้าพรรคประชาชาติได้เปิดเผยถึงแนวทางการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินว่า ประเทศไทยมีกรอบแผนงานด้านความมั่นคงที่รองรับไว้อยู่แล้ว โดยเฉพาะแผนงานของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งถูกจัดทำขึ้นตั้งแต่ช่วงเวลาที่ตนยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แผนงานดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อให้หน่วยงานรัฐและภาคประชาชนสามารถรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝันได้อย่างมีระบบ
แผนงานของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ถือเป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคงและฝ่ายพลเรือน การนำแผนเหล่านี้กลับมาปัดฝุ่นและซักซ้อมในสถานการณ์จริงจะช่วยอุดรอยรั่วของการบริหารจัดการยามฉุกเฉิน โดยเฉพาะการกระจายอำนาจและการตัดสินใจในระดับท้องถิ่นที่ไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว ซึ่งมักไม่ทันการณ์เมื่อเผชิญวิกฤตฉุกเฉิน 72 ชั่วโมงแรก
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกรอบแผนงานเตรียมไว้แล้ว แต่เมื่อเกิดสัญญาณเตือนภัยขึ้น รัฐบาลจำเป็นต้องนำแผนดังกล่าวออกมาขับเคลื่อนและปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรม โดยไม่มีการรอช้า พร้อมทั้งต้องเตรียมความพร้อมให้กับภาคประชาชนในทุกมิติ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลที่หลายประเทศให้ความสำคัญกับการซักซ้อมรับมือวิกฤตฉุกเฉินในช่วง 72 ชั่วโมงแรก ซึ่งเป็นช่วงเวลาวิกฤตที่สุดในการรักษาชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น