Willie Walsh เผย IndiGo ต้องรักษารากเหรียญโลว์คอสต์
ซีอีโอ Willie Walsh ระบุ IndiGo จะขยายเส้นทางบินไกลโดยไม่ทิ้งโมเดลโลว์คอสต์ พร้อมทบทวนนโยบายประกันความเสี่ยงราคาน้ำมันหลังขาดทุน 1.9 หมื่นล้านรูเปียห์

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- IndiGo จะขยายเส้นทางบินระยะไกลโดยไม่ปรับโครงสร้างเครือข่ายระยะสั้นแบบดั้งเดิม
- บอร์ดบริหารกำลังพิจารณานโยบายประกันความเสี่ยงราคาน้ำมันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
- สายการบินขาดทุนราว 1.9 หมื่นล้านรูเปียห์ในไตรมาสเดือนกันยายนจากต้นทุนน้ำมันที่พุ่งสูง
- การรับมอบเครื่องบิน A350-900 ลำแรกเลื่อนไปเป็นไตรมาสที่ 2 ของปี 2028
วิลเลียล วอล์ช (Willie Walsh) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสายการบินอินดิโก (IndiGo) ได้แสดงวิสัยทัศน์ในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนครั้งแรกที่กรุงนิวเดลี โดยเน้นย้ำว่าการผลักดันสายการบินให้ก้าวสู่ระดับโลกจะต้องไม่ทำลายโมเดลธุรกิจต้นทุนต่ำ (Low-cost) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ผลักดันให้อินดิโกเติบโตจนกลายเป็นสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอินเดีย
วอล์ชเตือนว่าสายการบินหลายแห่งในอดีตเคยผิดพลาดมาแล้วจากการพยายามสร้างเครือข่ายบินระยะสั้นเพื่อสนับสนุนเที่ยวบินระยะไกล โดยเขาระบุว่าอินดิโกจะไม่ทำผิดซ้ำรอยเดิมด้วยการปรับโครงสร้างเครือข่ายให้พึ่งพาศูนย์กลางการบินแบบดั้งเดิม แต่จะอาศัยขนาดฝูงบินที่ใหญ่โตสร้างจุดเชื่อมต่อโดยไม่ต้องพึ่งฮับ
ความท้าทายดังกล่าวทำให้อินดิโกต้องเริ่มทบทวนนโยบายเก่าแก่หลายประการ โดยเฉพาะเรื่องการประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Fuel Hedging) ซึ่งที่ผ่านสายการบินหลีกเลี่ยงมาตลอด แต่วอล์ชได้นำเรื่องนี้เสนอต่อคณะกรรมการบริหารแล้วท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้น 67% ในขณะที่รายได้โตร้อยละ 26 ส่งผลให้สายการบินขาดทุนประมาณ 1.9 หมื่นล้านรูเปียห์ หรือราว 197 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในไตรมาสเดือนกันยายน และสามารถผลักภาระต้นทุนผ่านค่าโดยสารและค่าธรรมเนียมได้เพียงร้อยละ 60 เท่านั้น

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
"Hedging is about managing risk, it’s not about taking a bet on what price fuel will be. We're not planning to hedge until we’ve completed that comprehensive review."
Willie Walsh
วอล์ชอธิบายเพิ่มเติมว่าการทำประกันความเสี่ยงราคาน้ำมันคือการบริหารจัดการความเสี่ยง ไม่ใช่การพนันเก็งกำไรราคาน้ำมันในอนาคต และอินดิโกจะไม่ดำเนินการป้องกันความเสี่ยงจนกว่ากระบวนการทบทวนอย่างละเอียดจะเสร็จสิ้น นอกจากนี้ แผนการรับมอบเครื่องบินแอร์บัส A350-900 ลำแรกจากทั้งหมด 60 ลำ ได้เลื่อนจากปี 2027 ไปเป็นไตรมาสที่ 2 ของปี 2028 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
การขยายตัวสู่เส้นทางบินระยะไกล (Long-haul) ของสายการบินราคาประหยัดถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายที่สุดในอุตสาหกรรมการบิน เนื่องจากโครงสร้างต้นทุนต่ำจำเป็นต้องอาศัยการหมุนเวียนเครื่องบินที่รวดเร็วและการจัดการที่เรียบง่าย การเพิ่มเที่ยวบินข้ามทวีปมักมาพร้อมกับต้นทุนการบริการผู้โดยสารบนเครื่องที่สูงขึ้น การจัดหาที่นั่งพรีเมียม และการบริหารจัดการลูกเรือที่ซับซ้อน การที่อินดิโกเลือกใช้เครื่องบินอย่าง A321XLR ในระหว่างรอ A350 จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการรักษาตลาดและรักษาสล็อตบินในยุโรปก่อนที่ต้นทุนจะบานปลาย
ในระหว่างรอเครื่องบินลำใหญ่ อินดิโกจำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องบินรุ่น A321XLR ซึ่งปัจจุบันมีใช้งานอยู่ 4 ลำ และมีกำหนดรับเพิ่มอีก 7 ลำในปีหน้า เพื่อให้บริการในเส้นทางบินไปยังเอเธนส์และอัมสเตอร์ดัม พร้อมทั้งรักษาตารางเวลาบินเอาไว้ นอกจากนี้ ทางสายการบินได้ยกเลิกสัญญาเช่าเครื่องบิน Norse Atlantic 787 และระงับเที่ยวบินไปฮีทโธรว์ชั่วคราวจนกว่า A350 ของตนเองจะพร้อมให้บริการ
ส่วนลำดับความสำคัญในระยะสั้นของอินดิโกยังรวมถึงการเพิ่มที่นั่งชั้นพรีเมียม รายได้เสริม และโปรแกรมสะสมคะแนน BluChip ที่มีสมาชิกเกือบ 20 ล้านราย พร้อมทั้งยืนยันแผนการดำเนินงานแบบสองสนามบินในมุมไบและนาวีมุมไบ โดยเที่ยวบินระหว่างประเทศจากนาวีมุมไบจะเริ่มให้บริการในเดือนกุมภาพันธ์ 2027 พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐลดค่าธรรมเนียมสนามบินและภาษีลง
ที่มา: Skift
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น