Marriott เผยรายได้ Q3 พุ่งกระโดด ท่ามกลางแรงกดดันเจ้าของโรงแรม
Marriott International เผยผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2026 ทำรายได้ค่าธรรมเนียมรวมพุ่งขึ้น 14% สู่ระดับ 1.52 พันล้านดอลลาร์ พร้อมกำไรสุทธิโต 17%

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ค่าธรรมเนียมรวมของ Marriott ในไตรมาส 3 พุ่งขึ้น 14% แตะระดับ 1.52 พันล้านดอลลาร์
- รายได้ต่อห้องพักรวม (RevPAR) ทั่วโลกเติบโต 6.5% สูงกว่าเป้าหมายที่เคยประเมินไว้
- เจ้าของโรงแรมกดดันขอส่วนแบ่งรายได้โปรแกรมสะสมคะแนนเพิ่มขึ้นจากค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต
- กำไรสุทธิไตรมาส 3 ของบริษัทเพิ่มขึ้น 17% สู่ระดับ 790 ล้านดอลลาร์
Marriott International กำลังเผชิญหน้ากับการเจรจาครั้งสำคัญกับกลุ่มเจ้าของโรงแรมในเครือที่ออกมาเรียกร้องขอส่วนแบ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศทางธุรกิจที่ตัวเลขผลกำไรและรายได้ของเครือโรงแรมยักษ์ใหญ่แห่งนี้กำลังฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยการเจรจาระหว่างผู้บริหารและกลุ่มเจ้าของโรงแรมถูกระบุว่าดำเนินไปในทิศทางที่สร้างสรรค์และยังคงรักษารักษามารยาทต่อกันไว้ได้ เนื่องจากตัวเลขการเติบโตของผลกำไรช่วยลดความตึงเครียดลงไปได้มาก
ในรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ของปี 2026 Jen Mason ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) ของ Marriott เปิดเผยว่า รายได้ค่าธรรมเนียมรวม (Gross Fees) ของบริษัททะยานขึ้น 14% ไปอยู่ที่ 1.52 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งได้รับปัจจัยหนุนสำคัญจากการขยายตัวของเครือข่ายโรงแรมและรายได้จากค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต Co-branded โดยคาดว่ารายได้ในส่วนนี้จะเติบโตสูงถึงระดับเกือบ 40% ตลอดทั้งปีนี้

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดคล้องกับการที่กลุ่มเจ้าของโรงแรมได้ส่งจดหมายถึงฝ่ายบริหารของ Marriott ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เพื่อขอส่วนแบ่งจากรายได้โปรแกรมสะสมคะแนน (Loyalty Income) ให้มากขึ้น โดยหยิบยกประเด็นเรื่องค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตขึ้นมาอ้างอิงเป็นกรณีพิเศษ ขณะที่ตัวเลขกำไรสุทธิของบริษัทในไตรมาสนี้ปรับตัวสูงขึ้น 17% สู่ระดับ 790 ล้านดอลลาร์ ซึ่งผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งนี้อาจช่วยให้ Marriott มีแต้มต่อและอำนาจในการเจรจามากยิ่งขึ้น
ในด้านตัวชี้วัดประสิทธิภาพการดำเนินงาน รายได้เฉลี่ยต่อห้องพักรวม (RevPAR) ทั่วโลกขยายตัวขึ้น 6.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์เดิมที่บริษัทประเมินไว้ในช่วงเดือนสิงหาคมว่าจะเติบโตเพียง 3.5% ถึง 4% เท่านั้น พร้อมกันนี้ Mason ยังระบุถึงความก้าวหน้าอย่างชัดเจนของอัตรากำไรภายในโรงแรมที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การเติบโตดังกล่าวยังกระจายตัวไปถึงกลุ่มโรงแรมที่เคยประสบภาวะยากลำบากก่อนหน้านี้ โดยโรงแรมประเภท Limited-service สามารถทำตัวเลข RevPAR เติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 ติดต่อกัน ด้วยอัตราการเติบโตที่สูงกว่า 6% สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของพอร์ตโฟลิโอในหลากหลายระดับราคา
บริบทของการเจรจาระหว่างแบรนด์โรงแรมระดับโลกอย่าง Marriott และกลุ่มเจ้าของแฟรนไชส์หรือผู้ลงทุนโรงแรม สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดคลาสสิกในธุรกิจ Hospitality เมื่อรายได้จากช่องทางดิจิทัลและบัตรเครดิตร่วม (Co-branded Credit Cards) กลายเป็นขุมทรัพย์ใหม่ที่ทำเงินมหาศาล เจ้าของสินทรัพย์ย่อมต้องการส่วนแบ่งที่สะท้อนต้นทุนและความเสี่ยงที่พวกเขาแบกรับไว้ ขณะที่เชนโรงแรมต้องรักษาสมดุลในการลงทุนเพื่อขยายเครือข่ายผ่านเครื่องมือทางการเงิน เช่น Key Money และการปรับลดเงื่อนไขสัญญาเพื่อรักษาฐานโรงแรมในมือไม่ให้ย้ายค่ายไปซบแบรนด์คู่แข่งอย่าง Hilton หรือ IHG
"คาดว่ารายได้จะเติบโตในระดับสูงราว 30% ตลอดทั้งปีนี้"
Jen Mason, CFO ของ Marriott
Anthony Capuano ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Marriott ระบุว่าแนวทางของบริษัทในการดูแลกลุ่มเจ้าของโรงแรมนั้นทำทีละขั้นตอน โดยได้ประกาศข้อเสนอผ่อนปรนไปบ้างแล้ว เช่น การลดอัตราการสมทบทุนของเจ้าของโรงแรมในส่วนของค่าใช้จ่ายโปรแกรมสะสมคะแนน การปรับปรุงการชดเชยค่าห้องพักในช่วงคืนที่มีความต้องการสูง ตลอดจนการผ่อนคลายกฎระเบียบการดำเนินงานและการปรับปรุงโรงแรม พร้อมทั้งเปิดกว้างสำหรับการเจรจาเพิ่มเติมในอนาคต
ที่มา: Skift
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น