พลพีร์ รอผลสอบโซลาร์เชียงใหม่ 1.1 แสน ลั่นไม่เอื้อเอกชน
นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย เผยวันที่ 3 พ.ย. 2569 ที่ จ.อุดรธานี รอผลสอบปมราคาติดตั้งโซลาร์เชียงใหม่ 1.1 แสนบาทต่ำกว่าราคกลาง 1.4 แสนบาท ยันไม่เคยเอื้อประโยชน์เอกชน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- พลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย รอผลสอบกรณีโครงการโซลาร์เซลล์ จ.เชียงใหม่
- ราคาติดตั้ง 110,000 บาท ต่ำกว่าราคากลางที่ประเมินไว้ 140,000 บาท
- ยืนยันเอกสารดังกล่าวเป็นเพียงเอกสารภายในและถูกดึงกลับแล้ว
- ลั่นไม่มีนโยบายเขียนโครงการเอื้อเอกชน มุ่งเน้นช่วยเหลือประชาชนเป็นหลัก
นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาแสดงความสงสัยต่อกรณีที่ฝ่ายค้านออกมาเปิดเผยข้อมูลโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ มีการกำหนดราคาค่าติดตั้งอยู่ที่ 110,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคากลางที่ทางภาครัฐได้ประเมินเอาไว้ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 3 พ.ย. 2569 ณ ศูนย์ประชุมมณฑาทิพย์ ฮอลล์ จังหวัดอุดรธานี
นายพลพีร์ระบุว่า ตนและนายกรัฐมนตรีได้มีการประเมินร่วมกันและกำหนดให้ราคา 140,000 บาท เป็นราคากลางและเป็นแผนมาตรฐานในการดำเนินโครงการ หากผู้ประกอบการรายใดจะนำไปเสนอขายในราคา 110,000 หรือ 120,000 บาท ก็ขึ้นอยู่กับทางผู้ประกอบการและประชาชนในการตัดสินใจเลือกซื้อ หรือหากมีผู้ประกอบการรายใดขายเกินกว่าราคากลาง 140,000 บาท ประชาชนก็จะเป็นผู้เลือกใช้บริการเองตามความเหมาะสม

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ในประเด็นเรื่องเอกสารที่มีการเผยแพร่ออกไปนั้น รมช.มหาดไทย ชี้แจงว่า เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงเอกสารภายในของสำนักงานสาขาเชียงใหม่ ซึ่งยังไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากส่วนกลาง และทางหน่วยงานได้ทำการดึงเอกสารชุดดังกล่าวคืนมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยขณะนี้ต้องรอผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการอีกครั้งว่ามีประเด็นการทุจริตเกิดขึ้นหรือไม่
"เอาตรงๆ ตนก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมที่ จ.เชียงใหม่ ถึงเขียนราคาค่าติดตั้ง 110,000 บาท... ลั่น เขียนโครงการเอื้อเอกชนไม่เป็น ถนัดแต่ช่วยประชาชน"
นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย
บริบทเพิ่มเติม: โครงการโซลาร์เซลล์ภาคประชาชนมักเป็นนโยบายสำคัญที่ภาครัฐผลักดันเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชน การกำหนดราคากลางจึงต้องมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดช่องว่างในการแข่งขันทางการค้า หรือเกิดข้อครหาเรื่องการเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง การที่เอกสารภายในหลุดรอดออกสู่สาธารณะจึงเป็นประเด็นที่หน่วยงานรัฐต้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น