สว.สำรองบุก กกต. จี้ทบทวนมติส่งศาลรธน. หวั่นฟอกขาวฮั้วเลือกตั้ง
ตัวแทน สว.สำรอง นำโดย อัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล บุก กกต. เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2569 จี้ทบทวนมติ 5 ต่อ 2 หวั่นเป็นช่องทางฟอกขาวคดีฮั้วเลือก สว. ที่ยืดเยื้อนาน 2 ปี

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- สว.สำรองบุกยื่นหนังสือจี้ กกต. ทบทวนมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2
- กังวลมติดังกล่าวอาจกลายเป็นช่องทางฟอกขาวคดีฮั้วเลือก สว.
- ชี้คดีทุจริตเลือกตั้ง สว. ปี 2567 ยืดเยื้อนานกว่า 2 ปีไร้ความคืบหน้า
- จี้ตรวจสอบกรณีเตรียมส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความอำนาจศาลฎีกา
กลุ่มตัวแทนสมาชิกวุฒิสภา (สว.) สำรอง ได้เดินทางไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 เพื่อกดดันให้หน่วยงานดังกล่าวทบทวนและยกเลิกมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ที่เกิดขึ้น โดยการเคลื่อนไหวครั้งนี้นำโดย นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง ซึ่งออกมาแสดงความกังวลอย่างรุนแรงต่อท่าทีขององค์กรอิสระแห่งนี้
ประเด็นหลักของการเดินทางมาในครั้งนี้คือการคัดค้านมติที่มีแนวคิดจะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาคุณสมบัติและการเลือก สว. ทางกลุ่มตัวแทนมองว่าการกระทำดังกล่าวอาจกลายเป็นช่องทางในการฟอกขาวให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีฮั้วเลือกตั้ง ซึ่งสร้างความเคลือบแคลงสงสัยให้กับประชาชนและผู้สมัครรายอื่น
นายอัครวัฒน์ ได้เปิดเผยถึงความอึดอัดใจว่า คดีทุจริตและการฮั้วเลือก สว. ปี 2567 ได้ดำเนินมาเป็นระยะเวลานานกว่า 2 ปีแล้ว แต่ผลงานและการดำเนินการของคณะกรรมการการเลือกตั้งกลับไม่มีความชัดเจนและมีความคืบหน้าอย่างล่าช้า

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
"คดีทุจริตและการฮั้วเลือก สว. ปี 2567 ยืดเยื้อมานานกว่า 2 ปีแล้ว แต่การทำงานของ กกต. กลับไม่ชัดเจน"
อัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล
นอกจากนี้ ทางตัวแทน สว.สำรอง ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงความพยายามในการดึงเวลาของหน่วยงาน โดยมีการอ้างว่าอำนาจการรับรองคุณสมบัติผู้สมัคร สว. ในระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับกลางนั้นถือเป็นอันสิ้นสุดลงแล้ว
การที่กลุ่ม สว.สำรอง ออกมาเคลื่อนไหวสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งเชิงโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ระหว่างองค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรมทางเลือกตั้ง โดยประเด็นการตีความอำนาจศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งกับศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นปมทางกฎหมายที่ซับซ้อน ซึ่งหากมีการส่งตีความจริง อาจส่งผลกระทบต่อบรรทัดฐานการตรวจสอบความโปร่งใสทางการเมืองในระยะยาว
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการเตรียมยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งไม่มีอำนาจในการรับคำร้องในลักษณะดังกล่าว ซึ่งทำให้ฝ่ายผู้ร้องกังวลว่าจะเป็นการประวิงเวลาและปิดช่องทางการตรวจสอบทุจริต
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น