ข้ามไปเนื้อหาหลัก

พนักงานขอไม่ใช้ AI ทำงาน ชนะคดีด้วยกฎหมายเสรีภาพศาสนา

พนักงานมหาวิทยาลัยเคนทักกีได้รับอนุมัติให้ปฏิเสธการใช้ AI ในการทำงานโดยอ้างอิงกฎหมายเสรีภาพทางศาสนา แม้ไม่ได้นับถือพระเจ้า แต่ยึดมั่นในหลักมนุษยนิยม

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
04 Nov 2026ที่มา: Techsauce3 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
พนักงานขอไม่ใช้ AI ทำงาน ชนะคดีด้วยกฎหมายเสรีภาพศาสนา

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • พนักงานมหาวิทยาลัยเคนทักกีได้รับสิทธิ์ปฏิเสธการใช้ AI โดยอ้างกฎหมายสิทธิพลเมือง
  • ใช้หลักความเชื่อนโยบายมนุษยนิยม (Humanism) ซึ่งไม่มีพระเจ้าแต่เน้นคุณค่ามนุษยนิยม
  • กรณีศึกษานี้จุดประกายให้องค์กร American Humanist Association ยื่นมือช่วยเหลือทางกฎหมาย
  • คำตัดสินคดี Groff v. DeJoy ปี 2023 ทำให้นายจ้างปฏิเสธคำขอยกเว้นได้ยากขึ้น

ขณะที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่าง Copilot, Claude และ ChatGPT กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงานประจำวันของหลายองค์กร แต่มหาวิทยาลัยเคนทักกี (University of Kentucky) ในสหรัฐอเมริกา กลับอนุมัติคำขอให้พนักงานคนหนึ่งสามารถปฏิบัติงานได้โดยไม่ต้องแตะต้อง AI เลย โดยใช้กฎหมายคุ้มครองเสรีภาพทางศาสนาเป็นข้ออ้าง แม้ว่าเจ้าตัวจะไม่ได้นับถือพระเจ้าก็ตาม

เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังจากยื่นเรื่อง ทางมหาวิทยาลัยได้อนุมัติคำร้องดังกล่าวเนื่องจากประเมินแล้วว่าไม่สร้างภาระเกินควรให้แก่หน่วยงาน ปัจจุบันพนักงานรายนี้ยังคงปฏิบัติหน้าที่ได้ครบถ้วนโดยไม่ต้องพึ่งพา AI ขณะที่โฆษกมหาวิทยาลัยชี้แจงว่าทุกคำขอจะถูกพิจารณารายกรณีตามความเชื่อของพนักงาน หน้าที่หลัก และบริบทแวดล้อม

เบื้องหลังความสำเร็จนี้มาจากแนวคิดมนุษยนิยม (Humanism) ซึ่งเป็นระบบความเชื่อที่ไร้พระเจ้าเป็นศูนย์กลาง แต่ให้ความสำคัญสูงสุดต่อศักดิ์ศรีของมนุษย์ การใช้เหตุผล และความรับผิดชอบร่วมกัน โดยมีหลักการคิดเชิงวิพากษ์เป็นแกนกลาง ย้อนไปเมื่อปีที่ผ่านมา เครือข่ายองค์กรมนุษยนิยมนานาชาติเพิ่งร่วมกันออกปฏิญญาลักเซมเบิร์กว่าด้วย AI และคุณค่าของมนุษย์ เพื่อกำหนดบรรทัดฐานว่า AI ต้องไม่เข้ามาแทนที่วิจารณญาณของมนุษย์

office computer workspace desk no logo

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

กรณีศึกษาที่มหาวิทยาลัยเคนทักกีสะท้อนให้เห็นรอยต่อสำคัญระหว่างการบังคับใช้เทคโนโลยีในองค์กรและสิทธิส่วนบุคคลของลูกจ้าง เมื่อกฎหมายคุ้มครองเสรีภาพทางศาสนาเดิมทีถูกออกแบบมาเพื่อคุ้มครองพิธีกรรมดั้งเดิม เช่น การลาหยุดในวันสะบาโต แต่กลับถูกนำมาปรับใช้กับประเด็นทางจริยธรรมยุคใหม่ สะท้อนว่าความกังวลต่อปัญญาประดิษฐ์ได้ยกระดับจากความไม่สบายใจส่วนตัว สู่การต่อสู้ทางกฎหมายและสิทธิมนุษยชนที่มีบรรทัดฐานรองรับอย่างเป็นรูปธรรม

ด้าน Fish Stark ผู้อำนวยการบริหารสมาคม American Humanist Association (AHA) ซึ่งเคยทำงานในอุตสาหกรรมเทคระบุว่า สิ่งที่นักมนุษยนิยมเห็นตรงกันคือเทคโนโลยีควรส่งเสริมให้มนุษย์เจริญงอกงาม ไม่ใช่บั่นทอนศักยภาพ ขณะที่พนักงานผู้ยื่นเรื่องระบุความกังวลเรื่องผลกระทบในวงกว้าง ทั้งปัญหาคนตกงาน ภาวะสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม และการเบียดบังพื้นที่สร้างสรรค์ พร้อมประกาศจุดยืนว่าไม่อาจมีส่วนร่วมในการใช้และเผยแพร่เทคโนโลยีนี้ได้ด้วยมโนธรรมที่มี

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

สิ่งที่ทำให้มนุษย์พิเศษไม่ใช่วิญญาณอมตะ แต่คือมโนธรรมและความสามารถในการคิดด้วยตัวเอง

พนักงานผู้ยื่นคำร้องยกเว้นการใช้ AI

ช่องทางทางกฎหมายที่ถูกนำมาใช้คือมาตรา 7 แห่งกฎหมายสิทธิพลเมืองของสหรัฐฯ (Title VII of the Civil Rights Act) ซึ่งบังคับให้นายจ้างต้องปรับเงื่อนไขการทำงานให้สอดคล้องกับความเชื่อทางศาสนาที่ลูกจ้างยึดถืออย่างจริงใจ โดยครอบคลุมถึงความเชื่อแบบไร้พระเจ้าด้วย ก่อนหน้านี้ในปีเดียวกัน Erin Maus วิศวกรซอฟต์แวร์ในรัฐนอร์ทแคโรไลนาผู้รักสิ่งแวดล้อม ก็เคยได้รับสิทธิ์ยกเว้นการใช้ AI มาแล้วเช่นกัน

10-15%ประชากรผู้ใหญ่สหรัฐฯ ที่มีความเชื่อแบบมนุษยนิยม

ในมุมมองด้านกฎหมาย Dallan Flake ศาสตราจารย์จาก Gonzaga University อธิบายว่าลูกจ้างต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าการคัดค้านมาจากความเชื่ออย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่แรงจูงใจทางการเมือง และหากทำได้ นายจ้างจะต้องยินยอมเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าสร้างภาระเกินควร ซึ่งเกณฑ์นี้มีความเข้มงวดมากขึ้นหลังคำตัดสินคดี Groff v. DeJoy ของศาลสูงสุดสหรัฐฯ เมื่อปี 2023 ที่ผ่านมา

ที่มา: Techsauce

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้