ข้ามไปเนื้อหาหลัก

JetBlue ขึ้นค่าโหลดกระเป๋าครั้งที่ 2 ของปี 2026

JetBlue สายการบินแรกในสหรัฐฯ ที่ปรับขึ้นค่าโหลดกระเป๋าชั้นประหยัดเป็น 50 ดอลลาร์ ท่ามกลางต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูง

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
04 Nov 2026ที่มา: Skift3 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
JetBlue ขึ้นค่าโหลดกระเป๋าครั้งที่ 2 ของปี 2026

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • JetBlue ปรับขึ้นค่าโหลดกระเป๋าชั้นประหยัดเป็น 50 ดอลลาร์จากเดิม 45 ดอลลาร์
  • ช่วงพีคค่ากระเป๋าเพิ่มขึ้นเป็น 55 ดอลลาร์ และสูงสุด 70 ดอลลาร์หากโหลดภายใน 24 ชม.
  • ค่าน้ำมันพุ่งสูงเฉลี่ย 4.41 ดอลลาร์ต่อแกลลอน กดดันผลกำไรสายการบิน
  • ตั๋วเครื่องบินภายในประเทศปีนี้แพงขึ้นเฉลี่ย 30% โดยผู้บริหารมองว่าผู้โดยสารยังรับได้

สายการบิน JetBlue สร้างแรงกระเพื่อมให้กับอุตสาหกรรมการบินอีกครั้งด้วยการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการโหลดกระเป๋าใต้ท้องเครื่องเป็นครั้งที่ 2 ในปี 2026 ซึ่งถือเป็นสายการบินรายแรกในสหรัฐอเมริกาที่ขยับราคาค่าบริการส่วนนี้ถึงสองรอบในรอบปีเดียวกัน ท่ามกลางสถานการณ์ต้นทุนการดำเนินงานและราคาเชื้อเพลิงที่ทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ของสายการบิน ผู้โดยสารชั้นประหยัดที่ต้องการโหลดกระเป๋าใบแรกจะต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเป็น 50 ดอลลาร์ จากราคาเดิมที่ 45 ดอลลาร์ หากทำการซื้อล่วงหน้ามากกว่า 24 ชั่วโมงก่อนกำหนดการเดินทาง แต่หากเป็นการจัดการโหลดกระเป๋าภายในช่วง 24 ชั่วโมงก่อนเที่ยวบินออก ค่าใช้จ่ายจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 60 ดอลลาร์

$50ค่าโหลดกระเป๋าปกติ
$70ค่าโหลดกระเป๋าเร่งด่วน
30%ตั๋วบินในประเทศแพงขึ้น

ไม่เพียงแต่วันเดินทางปกติเท่านั้น แต่ในช่วงที่มีความต้องการเดินทางสูงหรือช่วงพีค (Peak periods) อัตราค่าธรรมเนียมก็จะปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย โดยกระเป๋าที่ซื้อล่วงหน้ามากกว่า 24 ชั่วโมงจะมีราคา 55 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยเก็บ 49 ดอลลาร์ และพุ่งสูงถึง 70 ดอลลาร์ สำหรับผู้ที่จัดการโหลดกระเป๋ากระชั้นชิดภายใน 24 ชั่วโมงก่อนเครื่องออก

commercial aircraft airplane cabin interior window view

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

โฆษกของ JetBlue ชี้แจงว่า การปรับขึ้นราคาในครั้งนี้มีความจำเป็นเพื่อชดเชยต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่พุ่งสูงขึ้น โดยราคาน้ำมันอากาศยาน (Jet fuel) ในช่วงบ่ายวันอังคารมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.41 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งปัจจัยดังกล่าวได้กัดกินผลกำไรส่วนใหญ่ของอุตสาหกรรมการบินในปัจจุบัน

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

การที่สายการบินต้นทุนต่ำ (Low-cost carriers) ต้องเผชิญกับราคาน้ำมันที่สูงถึง 4.41 ดอลลาร์ต่อแกลลอน สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่รุนแรงต่อโมเดลธุรกิจที่ต้องพึ่งพาการแข่งขันด้านราคาตั๋วพื้นฐาน การเพิ่มรายได้เสริม (Ancillary revenue) จากค่าธรรมเนียมกระเป๋าจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการประคับประคองตัวเลขทางการเงิน ท่ามกลางคำถามว่าผู้โดยสารจะยอมรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน

แม้ว่าค่าธรรมเนียมการโหลดกระเป๋าจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ผู้โดยสารที่ถือบัตรเครดิตร่วมของสายการบินและสมาชิกโปรแกรมสะสมไมล์ Mosaic ยังคงได้รับสิทธิ์ในการโหลดกระเป๋าฟรีเช่นเดิม นอกจากนี้ ทางผู้บริหารของสายการบินอื่นๆ อย่าง Delta Air Lines และ JetBlue ยังเปิดเผยร่วมกันว่า ตั๋วเครื่องบินภายในประเทศปีนี้ปรับราคาขึ้นเฉลี่ย 30% แล้ว และพวกเขายังมองเห็นช่องว่างในการขึ้นราคาเพิ่มเติมเนื่องจากผู้โดยสารยังคงมีความต้องการเดินทางและตอบสนองต่อราคาที่สูงขึ้นได้ดี

ที่มา: Skift

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้