ข้ามไปเนื้อหาหลัก

Kellogg's ปรับสูตร Rice Krispies เลิกใช้เมล็ดข้าว

Kellogg's เปลี่ยนสูตรซีเรียล Rice Krispies และ Coco Pops ในบางตลาดหลังเจอภัยแล้งกระทบผลผลิตข้าว โดยเติมส่วนผสมอื่นแทนและเพิ่มคำเตือนกลูเตน

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
04 Nov 2026ที่มา: BBC Business2 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
Kellogg's ปรับสูตร Rice Krispies เลิกใช้เมล็ดข้าว

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • Kellogg's ปรับสูตรซีเรียลยอดฮิตเนื่องจากสภาพอากาศแห้งแล้งในเอเชีย
  • ซีเรียลบางประเภทต้องเปลี่ยนไปใช้ส่วนผสมอื่นทดแทนเมล็ดข้าว
  • แพ็กเกจจิ้งใหม่ต้องติดป้ายเตือนเรื่องส่วนผสมกลูเตนจากข้าวสาลี
  • สินค้าในสหรัฐฯ และแคนาดายังคงใช้สูตรเมล็ดข้าวแท้ตามเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

แบรนด์ซีเรียลชื่อดังระดับโลกอย่าง Kellogg's จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนส่วนผสมหลักในผลิตภัณฑ์ซีเรียลยอดนิยมอย่าง Rice Krispies และ Coco Pops หลังจากพื้นที่เพาะปลูกข้าวในทวีปเอเชียเผชิญกับสภาพอากาศแห้งแล้งและปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลให้ผลผลิตข้าวลดลงอย่างฮวบฮาบและราคาพูนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การปรับเปลี่ยนสูตรดังกล่าวทำให้บรรจุภัณฑ์ของซีเรียลเหล่านี้ต้องเพิ่มข้อความเตือนภัยสำหรับผู้บริโภคว่า "contains wheat gluten" หรือมีส่วนผสมของกลูเตนจากข้าวสาลี เพื่อให้ข้อมูลที่ชัดเจนแก่ผู้บริโภคที่มีอาการแพ้อาหารประเภทแป้งสาลีหรือกลูเตน

25%สัดส่วนผลผลิตข้าวโลกจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทางตัวแทนของบริษัท Kellogg's ได้ออกมาชี้แจงเพิ่มเติมว่า ผลิตภัณฑ์ Rice Krispies ในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดาจะยังคงผลิตด้วยเมล็ดข้าวแท้ตามสูตรดั้งเดิมต่อไปโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด นอกจากนี้ ซีเรียลทั้ง Rice Krispies และ Coco Pops ในตลาดสหราชอาณาจักรจะยังคงผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านโภชนาการอาหารในเรื่องปริมาณไขมัน เกลือ และน้ำตาลอย่างเคร่งครัด

wheat grain field agriculture close up

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังคงปราศจากสี กลิ่น หรือสารให้ความหวานสังเคราะห์ โดยคุณค่าทางโภชนาการในแต่ละชาม เช่น ใยอาหาร วิตามินดี และธาตุเหล็ก จะยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลงเช่นกัน ท่ามกลางความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

การปรับสูตรอาหารของบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกสะท้อนให้เห็นว่าวิกฤตสภาพภูมิอากาศและปรากฏการณ์เอลนีโญไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ภาคเกษตรกรรมหรือราคาวัตถุดิบเท่านั้น แต่ยังเริ่มลุกลามเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตและผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะห่วงโซ่อุปทานของสินค้าเกษตรสำคัญอย่างข้าวในทวีปเอเชียซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลก

ทั้งนี้ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกคาดการณ์ว่าปรากฏการณ์เอลนีโญที่สร้างสถิติความรุนแรงนี้จะดำเนินยืดเยื้อไปจนถึงอย่างน้อยในปี 2027 ซึ่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวมากกว่าหนึ่งในสี่ของโลกกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ในการรักษาเสถียรภาพทางอาหาร

ที่มา: BBC Business

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้