Kellogg's ปรับสูตร Rice Krispies เลิกใช้เมล็ดข้าว
Kellogg's เปลี่ยนสูตรซีเรียล Rice Krispies และ Coco Pops ในบางตลาดหลังเจอภัยแล้งกระทบผลผลิตข้าว โดยเติมส่วนผสมอื่นแทนและเพิ่มคำเตือนกลูเตน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Kellogg's ปรับสูตรซีเรียลยอดฮิตเนื่องจากสภาพอากาศแห้งแล้งในเอเชีย
- ซีเรียลบางประเภทต้องเปลี่ยนไปใช้ส่วนผสมอื่นทดแทนเมล็ดข้าว
- แพ็กเกจจิ้งใหม่ต้องติดป้ายเตือนเรื่องส่วนผสมกลูเตนจากข้าวสาลี
- สินค้าในสหรัฐฯ และแคนาดายังคงใช้สูตรเมล็ดข้าวแท้ตามเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
แบรนด์ซีเรียลชื่อดังระดับโลกอย่าง Kellogg's จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนส่วนผสมหลักในผลิตภัณฑ์ซีเรียลยอดนิยมอย่าง Rice Krispies และ Coco Pops หลังจากพื้นที่เพาะปลูกข้าวในทวีปเอเชียเผชิญกับสภาพอากาศแห้งแล้งและปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลให้ผลผลิตข้าวลดลงอย่างฮวบฮาบและราคาพูนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การปรับเปลี่ยนสูตรดังกล่าวทำให้บรรจุภัณฑ์ของซีเรียลเหล่านี้ต้องเพิ่มข้อความเตือนภัยสำหรับผู้บริโภคว่า "contains wheat gluten" หรือมีส่วนผสมของกลูเตนจากข้าวสาลี เพื่อให้ข้อมูลที่ชัดเจนแก่ผู้บริโภคที่มีอาการแพ้อาหารประเภทแป้งสาลีหรือกลูเตน
ทางตัวแทนของบริษัท Kellogg's ได้ออกมาชี้แจงเพิ่มเติมว่า ผลิตภัณฑ์ Rice Krispies ในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดาจะยังคงผลิตด้วยเมล็ดข้าวแท้ตามสูตรดั้งเดิมต่อไปโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด นอกจากนี้ ซีเรียลทั้ง Rice Krispies และ Coco Pops ในตลาดสหราชอาณาจักรจะยังคงผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านโภชนาการอาหารในเรื่องปริมาณไขมัน เกลือ และน้ำตาลอย่างเคร่งครัด

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังคงปราศจากสี กลิ่น หรือสารให้ความหวานสังเคราะห์ โดยคุณค่าทางโภชนาการในแต่ละชาม เช่น ใยอาหาร วิตามินดี และธาตุเหล็ก จะยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลงเช่นกัน ท่ามกลางความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
การปรับสูตรอาหารของบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกสะท้อนให้เห็นว่าวิกฤตสภาพภูมิอากาศและปรากฏการณ์เอลนีโญไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ภาคเกษตรกรรมหรือราคาวัตถุดิบเท่านั้น แต่ยังเริ่มลุกลามเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตและผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะห่วงโซ่อุปทานของสินค้าเกษตรสำคัญอย่างข้าวในทวีปเอเชียซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลก
ทั้งนี้ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกคาดการณ์ว่าปรากฏการณ์เอลนีโญที่สร้างสถิติความรุนแรงนี้จะดำเนินยืดเยื้อไปจนถึงอย่างน้อยในปี 2027 ซึ่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวมากกว่าหนึ่งในสี่ของโลกกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ในการรักษาเสถียรภาพทางอาหาร
ที่มา: BBC Business
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น