ภูมิใจไทย ชงแก้ข้อบังคับสภา 2569: จ่อคุมเบ็ดเสร็จประธานกมธ.
พรรคภูมิใจไทยเตรียมเสนอญัตติแก้ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร 11 พ.ย. 2569 ปรับเกณฑ์เลือกประธานกมธ.และเพิ่มอำนาจนายกรัฐมนตรีคุมการส่งเจ้าหน้าที่ชี้แจง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ภูมิใจไทยเตรียมชงร่างแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาฯ เข้าพิจารณา 11 พ.ย. 2569
- ปรับลดหรือเพิ่มจำนวนคณะกรรมาธิการสามัญจากเดิม 35 คณะได้ตามความเหมาะสม
- การเรียกเจ้าหน้าที่รัฐต้องผ่านความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีต้นสังกัด
- ปรับเกณฑ์เลือกประธานกมธ. ให้ใช้วิธีจับสลากหากคะแนนเท่ากันหลังเลือกใหม่
พรรคภูมิใจไทยเตรียมเดินหน้าขับเคลื่อนวาระสำคัญในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2569 โดยมีวาระหลักคือการพิจารณาร่างแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อปรับปรุงระเบียบปฏิบัติให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ
สาระสำคัญของการเสนอแก้ไขในครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นหลัก 3 ข้อ โดยข้อแรกเป็นการปรับปรุงข้อบังคับที่ 90 เกี่ยวกับการกำหนดจำนวนคณะกรรมาธิการสามัญ ซึ่งเปิดช่องให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรสามารถพิจารณาเพิ่มหรือลดจำนวนคณะกรรมาธิการได้ตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่ถูกล็อกไว้ตายตัวจำนวน 35 คณะ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ประเด็นที่สองเกี่ยวข้องกับการเรียกเอกสารหลักบุคคลเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ โดยร่างแก้ไขฉบับนี้กำหนดให้ต้องได้รับมติเห็นชอบจากที่ประชุมกมธ. ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกมธ.ทั้งหมด พร้อมทั้งต้องจัดทำเป็นหนังสือลงนามโดยประธานกมธ. นอกจากนี้ ในกรณีที่บุคคลดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ประธานกมธ.จะต้องแจ้งต่อนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดรับทราบ โดยอำนาจการสั่งการให้บุคคลนั้นมาให้ข้อเท็จจริงจะตกเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบโดยตรง
การแก้ไขข้อบังคับสภาในประเด็นการเรียกเจ้าหน้าที่รัฐและการควบคุมกมธ. ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการตรวจสอบอำนาจรัฐ เนื่องจากขั้นตอนที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากฝ่ายบริหารหรือนายกรัฐมนตรีก่อน อาจส่งผลให้กระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลของสภาผู้แทนราษฎรมีความซับซ้อนขึ้น และเปิดช่องให้ฝ่ายบริหารใช้ดุลพินิจในการพิจารณาอนุญาตให้ข้าราชการเข้าชี้แจงได้
ประเด็นที่สามเป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนการคัดเลือกประธานและรองประธานคณะกรรมาธิการ โดยกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนขึ้น หากมีการเสนอชื่อบุคคลดำรงตำแหน่งเพียงรายชื่อเดียว จะถือว่าบุคคลนั้นได้รับเลือกโดยปริยาย แต่หากมีการเสนอชื่อหลายรายชื่อ จะต้องใช้วิธีการออกเสียงลงคะแนนเป็นการลับ และผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดจะเป็นผู้ชนะ
ในกรณีที่มีการลงคะแนนรอบแรกแล้วปรากฏว่าคะแนนเท่ากัน จะต้องดำเนินการลงคะแนนเลือกใหม่อีกครั้ง และหากผลคะแนนยังคงเท่ากันไม่สามารถหาข้อยุติได้ จะต้องตัดสินด้วยวิธีการจับสลากเพื่อให้ได้ผู้ดำรงตำแหน่งประธานหรือรองประธานกมธ. คณะนั้นๆ ต่อไป
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น