กกต. มติ 5 ต่อ 2 ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ปมอำนาจฮั้ว สว. 77 คน
กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญกรณีเร่งด่วน ปมอำนาจตรวจสอบคดีฮั้ว สว. 77 คน ซึ่งมี สว. ปัจจุบัน 26 คนเกี่ยวข้อง หลังมองศาลฎีกาก้าวล่วงอำนาจ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- กกต. ถกคดีฮั้ว สว. 77 คน มี สว. ปัจจุบันเกี่ยวข้อง 26 คน
- ที่ประชุมมีมติ 5 ต่อ 2 เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญเป็นกรณีเร่งด่วน
- กกต. ชี้คำสั่งรับสมัครและคำวินิจฉัยของตนตาม พ.ร.ป. สว. ถือเป็นที่สุด
- มองศาลฎีการับคำร้องคุณสมบัติเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตและก้าวล่วง
คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้จัดประชุมเพื่อพิจารณาข้อพิพาทในคดีฮั้ว สว. ซึ่งมีผู้เกี่ยวข้องรวมทั้งหมด 77 ราย โดยในจำนวนนี้มีผู้ที่กำลังดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันอยู่ถึง 26 คน ประเด็นสำคัญของการหารือมุ่งเน้นไปที่การแบ่งเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หลังจากมีผู้สมัครและผู้มีสิทธิ์เลือก สว. บางส่วนได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อให้เข้ามาตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร
จากสถานการณ์ดังกล่าว ที่ประชุม กกต. ได้ลงมติด้วยคะแนน 5 ต่อ 2 เสียง ให้เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยเร่งด่วน เพื่อให้วินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมายสำคัญ 2 ข้อหลัก ซึ่งเกี่ยวข้องกับขอบเขตอำนาจในการตรวจสอบและทบทวนคำวินิจฉัยขององค์กรอิสระตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
สำหรับประเด็นแรกที่ กกต. ต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคือ เมื่อผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ ได้มีคำสั่งรับสมัครและตรวจสอบแล้วว่าผู้สมัครไม่มีลักษณะต้องห้าม คำสั่งดังกล่าวควรต้องถือเป็นที่สุดและไม่อาจถูกตรวจสอบซ้ำได้อีก เว้นแต่จะเป็นกรณีที่อยู่ในอำนาจเฉพาะตามมาตรา 63 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ส่วนประเด็นที่สองเกี่ยวข้องกับกรณีที่ กกต. ได้ออกคำวินิจฉัยคำร้องต่างๆ ตามมาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 62 ของกฎหมายฉบับเดียวกัน โดยทาง กกต. ยืนยันว่าคำวินิจฉัยเหล่านี้ถือเป็นที่สุดเช่นกัน และไม่อนุญาตให้มีการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้ตรวจสอบหรือทำการทบทวนคำวินิจฉัยซ้ำซ้อนได้อีกครั้ง
ข้อสังเกตเชิงวิเคราะห์: ความขัดแย้งในลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นถึงรอยต่อทางกฎหมายและอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลยุติธรรม (ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง) กับองค์กรอิสระอย่าง กกต. ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน การที่ กกต. เลือกใช้แนวทางยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความอำนาจหน้าที่ ถือเป็นการสร้างบรรทัดฐานสำคัญในการชี้ชัดว่าอำนาจตรวจสอบคุณสมบัติขั้นสุดท้ายควรอยู่ที่หน่วยงานใด เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนและลดความขัดแย้งทางกระบวนการยุติธรรมในอนาคต
สาเหตุหลักที่ทำให้ กกต. ต้องเร่งดำเนินการในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากความกังวลว่าการที่ศาลฎีการับคำร้องเข้ามาพิจารณา อาจเข้าข่ายเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตและก้าวล่วงเข้ามาตรวจสอบคุณสมบัติ รวมถึงการทบทวนคำวินิจฉัยที่ กกต. มองว่าเป็นที่สุดไปแล้ว จนนำไปสู่ปัญหาความทับซ้อนด้านอำนาจหน้าที่ระหว่างองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ต้องเร่งหาข้อยุติ
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น